แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายประยูร อุลุชาฎะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายประยูร อุลุชาฎะ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2565

เหล้าเก่าในแก้วเก่า

โดย...นายซีเนียร์



     เมื่อตอนที่ผมย่างเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆนั้น ผมยังจำภาพที่สับสนขณะเมื่อเริ่มเข้ามาฝึกมือก่อนที่จะมาเอนทรานซ์เข้าอย่างติดตา พวกเราเป็นรุ่นที่4 หรือที่สมัยหลังเขาเรียกกันว่า รุ่นก๊อก นั่นแหละ  ตอนนั้นแห่มาสมัครสอบถึง 30 คน นับว่ามากเป็นประวัติการณ์ของสมัยนั้น แต่ไปๆมาๆ พอถึงปีสุดท้ายคือปีที่3 กลับเหลือเพียง 5 คน เท่านั้น พวกที่หายไปนั้นมีอันเป็นไปต่างๆ คือสอบตกบ้าง ลาออกไปบ้าง ไม่มีทุนเรียนต่อบ้าง หายหน้าไปเสียเฉยๆบ้าง นับว่าพวกที่เหลือ 5 คน นั้นช่างทรหดพอใช้ ว่าที่จริงแล้ว เมื่อนึกถึงเหตุการณ์สมัยนั้นแล้วก็น่าเห็นใจ เพราะเป็นสมัยสงครามและคาบเกี่ยวกับระยะเมื่อสงครามโลกครั้งที่2 พึ่งยุติลงใหม่ๆ สภาพความเป็นอยู่ขอคนในกรุงเทพฯ สมัยนี้นแสนลำเค็ญเหลือประมาณ จะซื้อผ้าซื้อน้ำตาลก็ต้องใช้บัตรปันส่วน และต้องเข้าคิวกัน อะไรต่ออะไรมันไม่สะดวกสบายไปทุกอย่างเหมือนสมัยนี้ ด้วยเหตุนี้การที่เห็นพวกเรานุ่งกางเกงตัวเดียว ตลอดปีตลอดชาติ มันก็ไม่ใช่ของแปลกสำหรับสมัยนั้น ปัญหายุ่งยากหลายอย่างที่เราประสบกันก็คือ เราไม่รู้จะไปหาซื้อสีมาเขียนรูปได้ที่ไหน เรื่องกระดาษอย่าไปพูดถึงกันเลย มันแพงหูฉี่ ใครมีกระดาษวอทแมนเขียน ก็ต้องนับว่าเขาเป็นเทวดาจุติลงมาเกิดกันได้แล้ว

     เมื่อตอนที่เรามาฝึกมือเขียนรูประหว่างปิดภาคปลายของมหาวิทยาลัยนั้น ตอนนั้น ต้องใช้กระดาษห่อของมาเขียน ครอว์อิ้งกัน กระดาษห่อของก็เป็นกระดาษชนิดเดียวกับที่เขาใช้พิมพ์หนังสือพิมพ์ปัจจุบันนั่นแหละ ถ้าใครวิเศษหน่อยก็อาจจะไปสรรหากระดาษห่อของชนิดหนาๆ สีน้ำตาลและสีเทามาได้บ้าง ที่มหาวิทยาลัยมีกระดาษขายเหมือนกัน เป็นกระดาษสำหรับร่างเขียนแบบงานสถาปัตย์ ผิวมันและลื่น เราไม่ค่อยนิยมกันเท่าไหร่นัก ส่วนมากก็ใช้กระดาษปรู๊ฟกันเป็นพื้น แม้ว่ามันจะบางไปหน่อย พอโดนยางลบ 2-3 ที ก็ขาด ก็ไม่เป็นไร พอทนประคับประคองไปได้ ดินสอที่ดีที่สุดในสมัยนั้น ก็คือ ดินสอดำตราช้าง แล้วก็ดินสอตราพระจันทร์ อย่างดำที่สุดมีแค่ 4B เท่านั้น อย่าไปหาดินสอใส้โตๆขนาด 6B หลายต่อหลายยี่ห้ออย่างสมัยนี้เสียให้ยากเลย สมัยนั้นหาทำยายาก เรื่องยางลบนั้นมันแพงเสียจนเราไม่ค่อยใช้กัน เวลาจะเขียนรูปก็ต้องคอยหยิบยืมกัน ส่วนมากผู้หญิงเป็นฝ่ายมียางลบ ว่าที่จริงมันก็ไม่ค่อยแพงเท่าไหร่ คงจะเป็นเพราะเราขี้เกียจซื้อกันเสียมากกว่า

     ระหว่างที่พวกเรามาฝึกมือกันนั้น ก็มีรุ่นพี่ๆ มาช่วยแก้งาน มาติชมให้บ้าง คนที่ช่วยพวกเราและเป็นกันเองกับเราที่สุดก็คือ พี่พูน ( พูน เกษจำรัส )  บางวันพี่พูนก็ร้องเพลงแหล่ให้ฟัง  เสียงกึกก้องสตูดิโอกันทีเดียว พอเสียงรองเท้าเดินกึกๆ และเสียงเขย่าพวงกุญแจเดินครงมาที่ประตูห้องเท่านั้น พี่พูนเงียบกริบเป็นปลิดทิ้ง แล้วก็หาทางเลี่ยงออกทางประตูอื่นไป บุคคลที่เข้ามาและสามารถสะกดให้พวกเรางงจังงังไปหมดนั้น ท่านผู้นี้คือ ศาสตราจารย์ศิลป์  พีระศรี  สมัยนั้นท่านดุมาก พวกเรากลัวกันลนลาน เคยมีรุ่นลายครามคือ อาจารย์แสวง สงฆ์มั่งมี ท่านเคยเล่าให้เราฟังว่า ตอนที่ท่านเรียนอยู่นั้น อาจารย์ฝรั่งดุยิ่งกว่านี้ คราวหนึ่งไฟไหม้แถวบ้านหม้อ ท่านกับเพื่อนก็แอบหนึไปดูไฟกัน กลับมาถึง ปรากฏว่า อาจารย์ยืนคอยอยู่ในห้องแล้ว ท่านถามว่าไปไหน อาจารย์แสวงใจหายหมดไปทั้งตัว ทำใจเย็น บอกว่าไปดูไฟไหม้มา เท่านั้นแหละอาจารย์ฝรั่งก็ตวาดลั่นห้อง จับตัวท่านโยนกระเด็นออกไปนอกห้อง เพราะสมัยนั้นการสอนเข้มงวดมาก ไม่ยอมให้มีเวลาว่างกันเลยแม้แต่น้อย

     เรื่องกลัวอาจารย์ฝรั่งนี้ เล่ากันว่ามีแทบทุกรุ่น รุ่นหลังๆ ผมเคยเห็นคาตาบ่อยๆหลายครั้ง ครั้งหนึ่งพวกนักศึกษา รุ่นจูเนียร์ กำลังยืนคุยกันอยู่ที่บาร์ ซึ่งเตรียมสร้างไว้สำหรับการต้อนรับน้องใหม่ มีอยู่ 5-6 คน รวมทั้ง โทนี่ ด้วย ( แอนโทนี่ พี ด๊อกเตอร์ นักศึกษาจากฟิลิปปินส์ มาเรียนต่อสมัยนั้น )  ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นั้น ทุกคนเหลือบมองไปเห็น อาจารย์ฝรั่งเดินลับมุมตึกตรงมา ต่างก็รีบหนีกันกระจายไปคนละทิศ คนหนึ่งวิ่งหลบเข้าไปในห้อง อีก 2 คน วิ่งหนีขึ้นไปบนกรมศิลปากร บางคนวิ่งลับมุมห้องเพ้นท์ติ้งไป คนหนึ่งคือ ประโชติ สโมสร  หลบแวะเข้าไปใต้เคาเตอร์ใกล้ๆนั่นเอง ทำให้นายโทนี่ซึ่งยืนคุยด้วย งงเป็นไก่ตาแตก พอเขาเหลือบไปเห็นอาจารย์เข้าเท่านั้นก็เลยเผ่นเข้าไปนั่งหลบอยู่กับประโชติบ้าง ความจริงโทนี่เพิ่งจะเข้าเมืองไทยมาได้เดือนเศษๆเท่านั้น ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไร แต่ที่พลอยหลบไปด้วย คงจะเป็นเพราะสัญชาตญาณหมู่เสียมากกว่า






     นอกจากรุ่นพี่ๆ จะมาฝึกมือให้แล้ว ก็มี อาจารย์สนั่น ศิลากรณ์ อีกท่านหนึ่ง ท่านมาสอนพวกเราทุกๆวัน พวกเรารักท่านมาก เพราะท่านเป็นอาจารย์ที่เอาใจใส่ มาสอนตรงเวลาทุกครั้งไม่เคยขาด แม้วันเสาร์ วันอาทิตย์ก็ยังมา ไม่ยอมพักผ่อนเหมือนกัน การฝึกมือในสมัยนั้นนับว่าได้ผลดีมาก พอถึงคราวสอบเอนทร้านส์เข้ามหาวิทยาลัย ก็ปรากฏว่าพวกเราสอบกันได้หมดทุกคน

บรรยากาศของศิลปากร ในสมัยนั้นดูศักดิ์สิทธิ์ยังไงขอบกล ไม่ว่าจะย่างเจ้าไปในห้องใด จะพบรูปปั้นวางระเกะระกะเต็มไปหมด แม้บนลานปูนก็จะมีรูปทหาร (จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) ตั้งสูงตระหง่านยืนติดหลังคาวางอยู่เป็นระยะๆ ห้องเรียนของเราเป็นสตูดิดอขนาดใหญ่ มีอยู่ 3 หลัง หลังแรกขวางอยู่ด้านทิศใต้ใกล้กับตึกขาวของ พระพรหมพิจิตร ห้องนี้เรียกว่าห้องดรอว์อิ้ง พวกเรามาฝึกมือกันในห้องนี้แหละ ห้องนี้ยังนับว่าเป็นห้องใหญ่ที่สุด สมัยเมื่อมหาวิทยาลัยศิลปากรจัดให้มีการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งแรกๆนั้น ก็จัดแสดงกันในห้องนี้เอง มีทางผ่าน แยกเป็นห้องเล็กไว้อีกห้องหนึ่ง  ห้องนี้เป็นห้องของ ศาสตราจารย์ พระเจนดุริยางค์ สมัยนั้นมี คณะดุริยางค์ศาสตร์ ด้วย แต่ยังไม่ได้เปิดการสอน ในห้องนั้นมีเปียโนขนาดใหญ่อยู่หลังหนึ่ง จะมีเสียงเปียโนดังอยู่ตลอดทั้งวัน ดูเหมือน คุณเทพ จุลดุลย์ ก็เคยมาฝึกเล่นอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน เมื่อเวลาเราเขียนดรอว์อิ้งกัน ก็จะมีเสียงเปียโนบรรเลงให้ได้ยินเป็นแบ๊คกราว์น เป็นการฝึกรสนิยมให้เราหันมาชอบเพลคลาสสิค กลายๆอยู่ในตัว

     ถัดจากห้องดรอว์อิ้งไปทางทิศเหนือ คือด้านที่ใกล้กับหอสมุด ตรงนั้นเป็นห้องเพ้นท์ติ้ง พวกซีเนียร์เขายึดครองอยู่ที่ห้องนี้ มีอยู่ 3-4 คน พวกนี้ซีเรียสมาก เราเคยไปชะโงกภายในห้อง เห็นเขาจัดหุ่นสติลไลฟ์เป็นกรุ๊ปแตรวงขนาดใหญ่ มีกลอง แตร และ เครื่องเคราทางดนตรีอย่างครบครัน แต่ละคนกำลังยืนเขียนรูปสีฝุ่น อย่างขมักเข้มนบนแผ่นกระดาษไม้อัดสูงท่วมหัว เขาเขียนเสียเหมือนมาก แม้เชือกที่ขึงกลองก็เขียนหมด กระทั่งเกลียวเชือก แตรทองเหลืองก็เขียนเป็นมันวับ เขียนกันหลายอาทิตย์ เราต้องแอบไปดูบ่อยๆ แต่ไม่กล้าเข้าไปเพราะแต่ละคนหน้าตาขึงขัง เขาไม่ยอมยิ้มกับพวกเราเสียเลย ทำเอาพวกเรากลัวไปตามๆกัน มีอยู่คนหนึ่งชื่อ สวัสดิ์ ตันติสุข ดูเหมือนอายุน้อยกว่าเพื่อน เคยยิ้มกับพวกเราบ้าง แต่เมื่อเขาเข้าไปอยู่ในห้องนั้น เวลาเราโผล่หน้าเข้าไป มองหน้าเขายังไม่มองเลย เขาเขียนรูปกันไปทั้งวัน จะพูดว่าทั้งคืนก็พูดได้ เพราะพอเรามาถึงมหาวิทยาลัย ก็เห็นพวกนี้อยู่ในห้องเสียแล้ว ถ้าเขาไม่เขียนรูปทั้งคืน ก็คงมาดรงเรียนกันแต่เช้ามืดแน่ๆ ห้องนี้เงียบสงัด เราได้ยินแม้เสียงกิ่งต้นจันหน้าห้องส่ายพลิ้วไปกับลมเบาๆ มันผิดกับห้องดรอว์อิ้งเสียลิบลับ แทบจะพูดว่าเป็นคนละโลก ห้องดรอว์อิ้งซึ่งเป็นห้องแรกที่เรารู้จัก ใครต่อใครเมื่อย่างเข้ามาในดินแดนนี้ จะต้องรู้จัก ห้องนี้ก่อนทั้งนั้น มันสว่างไสว เพดานสูงลิบลิ่ว หน้าต่างกระจกยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา เราตะเบ็งร้องเพลงกันอย่างกึกก้องในบางโอกาสได้อย่างเสรี ไม่เคยมีใครห้าม เรายังเคยคิดกันเลยว่า ถ้าเราเรียนต่อไปจนได้มีโอกาสอยู่ในห้องซีเนียร์บ้างแล้ว มิต้องเป็นใบ้ไปตามๆกันหรือ มันเงียบเหงาวังเวงห่อเหี่ยวยังไงขอบกล ซ้ำหลังห้องซีเนียร์ ซึ่งต่อมาเรียนกกันว่าห้องเพ้นท์ติ้งนั้น มีดงมะละกอหนาทึบ ที่ดงมะละกอแห่งนี้ เคยมีนิยายเล่ากันมาหลายสมัย ต่างก็อ้างอิงว่ามะละกอเคยช่วยชุบชีวิตคน    ยามอดอยากมาแล้วเกือบทุกรุ่น แม้ในรุ่นของ อุไร ศิริสมบัติ เขาก็เคยคุยว่า เคยเอามะละกอดิบมาต้มกินเหมือนกัน

     หลังจากสอบเอนทร้านซ์ได้แล้ว เราก็เริ่มเรียนปีที่1 ภายในห้องโถงใหญ่นั่นเอง เรียนรวมปนเปไปกันพวกปีที่2 ส่วนพวกปีที่3 ไม่มีตัวตนแล้ว ได้ข่าวแว่วๆว่า สอบตกหมด เลยหายหน้ากระจัดกระจายไปหมด พวกเราปีที่1 ถึง ปีที่2 ขลุกอยู่ในห้องเดียวกัน มันเป็นโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลเสียนี่กระไร นานๆที เมื่อเรามองไปยังห้องตรงข้ามกับลานสนามหญ้าที่พวกซีเนียร์เขาหมดตัวอยู่กัน เราอาจจะเห็นคุณจิตติ จูฑะพล ซึ่งรูปร่างเล็กผมหยิก คาบไปป์ทั้งวัน ออกมายืนพ่นควันอยู่หน้าห้อง บางทีก็เห็นพี่นะ (มานะ บัวขาว) เดินหิ้วกระป๋องน้ำ ถือกระดานสเก็ตซ์เข้าไปในวัดพระแก้ว พวกเราบางคนจะวิ่งไปรับอาสา ช่วยหิ้วกระป๋องน้ำให้ ทั้งนี้ก็เพื่อจะหาโอกาสดูพี่นะเขียนรูป จะได้จดจำไว้เป็นแบบอย่างบ้าง ผมเคยรับอาสาหิ้วกระป๋องน้ำตามพี่นะ เข้าไปวัดพระแก้วหนหนึ่ง เลยเช็ดจนตาย หิวก็หิว เพราะพี่นะแกไม่ยอมออกมากินข้าวกลางวัน แกเขียนจนคนเฝ้าวัดต้องมาเตือนจะปิดประตูจึงออกมาใกล้ค่ำเต็มที พี่นะเขียนรูปเต็มกระดาษวาดเขียนแผ่นใหญ่ แล้วนั่งร่างทั้งวัน ลากเส้นตรงยังกับใช้ไม้บรรทัด แก้ไขเปอร์สเปคตีฟอยู่ทั้งวัน ผมไปเดินดูรูปรามเกียรติ์อยู่หลายต่อหลายรอบ กลับมาพี่นะยังไม่ระบายสีสักที ต้องกลับไปนอนที่ศาลาราย หลับไปตื่นหนึ่ง กลับมาพี่นะยังไม่เปิดกล่องสี จนกระทั่งกลับ พี่นะยังเอาเชือกมาขึ้งตรวจดูเปอร์สเปคตีฟบนพื้นห้อง ตรวจง่วนอยู่จนมืดจึงกลับ วันรุ่งขึ้นจึงระบายสี สมัยนั้นแขียนกันแบบอะคาเดมิค ใครเขียนเส้นเดินผิด เปอรสเปคตีฟผิด อย่าไปหวังเอาคะแนนเลย ผมเองเขียนวัดมาเสียจนเบื่อเรื่องเปอร์สเปคตีฟ พอวันไหนเข้าวัดแล้ว เท่ากับเดินเข้าตะแลงแกงแขวนคออย่างชัดๆ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นรุ่นพี่ เขาเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ทำเอาเราท้อแท้ใจไปตามๆกัน อนาคตของพวกเราเบื้องหน้านั้น นึกอยู่อย่างเดียวว่าจะไปรอดหรือไม่รอดเท่านั้น

     น่าเสียดายที่เรามักคิดว่า เราควรจะมีกล้องถ่ายรูปบันทึกบทเรียนบนกระดานดำไว้ทุกครั้ง จะได้เป็นประโยชน์กับคนรุ่นหลังเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยบางชั่วโมงที่สอนโดยท่านผู้เชี่ยวชาญ คือ ชั่วโมงศิลปะไทยของ อาจารย์พระเทวาภินิมมิต และ ชั่วโมงสถาปัตยกรรมไทย ของ อาจารย์พระพรหมพิจิตร ทั้งสองท่านนี้ แม้ว่าจะแก่มากแล้ว แต่ท่านก็สามารถเขียนแบบอย่างศิลปไทยลงบนกระดานดำได้สวยงาม ชัดเจน และบางอย่างก็ไม่มีอยู่ในตำราเล่มไหนๆ เมื่อหมดเวลาเรียน รุ่งขึ้นก็ต้องลบทิ้งหมด ผมยังจำได้ติดตาว่า ครั้งหนึ่งอาจารย์พระเทวาภินิมมิต เขียนรูปพระเมรุและ ปราสาทให้เราดูทั้งหลัง เต็มกระดานดำเพื่อให้เราลอก ภาพนั้นเขียนอย่างวิจิตรประณีตยิ่งนัก ถ้าได้ถ่ายรูปไว้จะมีคุณค่ามาก เพราะเดี๋ยวนี้ท่านล่วงลับไปแล้ว เรายังบ่นเสียดายอยู่แม้ในขณะนี้

(ติดตามอ่านต่อในตอนหน้า)

ปล. นายซีเนียร์ คืออีกนามปากกาของ ประยูร อุลุชาฎะ

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2565

พงษาวดารสังเขปมหาวิทยาลัยศิลปากร

 โดย..นายซีเนียร์




จักดำเนิร พงษาวดาร สำนักศิลปศาสตร นามว่า มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยลำดับโบราณสืบๆกันมา ในอาณาจักรพรรณไม้ลั่นทม อันมีปริมณฑลเขตต์จตุรัส สติตย์เนาว์ ณ เบื้องอุดรทิศแห่งพระราชวังหลวง อันเบื้องปัจจิมทิศมีวังร้างเป็นขอบเตต์สีมา สมเด็จ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเสด็จครอบครองอยู่ ณ สมัยหนึ่ง ทรงเป็นองค์เอกอัครมหาศิลปินแห่งเมืองบางกอกราชธานีแด่งสยามประเทศ มีนามอันโอฬารว่า กรุงเทพพระมหานครมอรรัตนโกสิทร์ฯ นั้นฯ

ลุศักราช ๑๓๐๕ ปีมะแม เบ็ญจศก วันอังคาร ขึ้น๗ ค่ำ เดือน๑๑ เพลาเที่ยงกับเก้าบาท สถาปนามหาวิทยาลัยศิลปากร ได้อุดมฤกษ์ พระจันทรโคจร สู่บาทฤกษ์สุดท้ายของราศีพิจิก สติตย์เด่นกลางกลุ่มดาวเชฐณี ประกอบด้วยสมโณแห่งฤกษ์ สุริยคติกาลตรงกับเดือน ตุลาคม วันที่๕ พุทธศักราช ๒๔๘๖ นั้นแล ครั้งนั้นสูติกาลอุบัติขึ้น ณ ท่ามกลางสภาในพระราชนิเวศน์ คือพระที่นั่งอนันตสมาคม บรรดาท้าวพระยามุขมนตรี กวีชาติและราษฎรทั้งหลายพร้อมกันสถาปนาขึ้น

แต่เบื้องบรรพกาลนั้น มานพน้อยผู้มีฉวีกายอันงามบริบูรณ์ด้วยอุปนิสัยบรามีศิลปญาณ บำเพ็ญกิจพากเพียรเล่าเรียนในศิลปกรรมศาสตร์จนล้ำหน้าบุรุษอื่นสิ้น รู้แจ้งชำนิชำนาญในกมลสันดานแห่งศิลป์ จนเป็นที่รักของท่านอาจารย์ เธอมีนามว่า แช่ม ขาวมีชื่อ ได้สร้างกิตติคุณขจรขจายไปไกลแม้ในเมืองมะระกัน ข้ามทะเลโพ้นก็ยังส่งงานไปร่วมนิทัศการกับเขาพร้อมด้วยเหล่าสหายร่วมสำนักอันกอปรด้วย สิทธิเดช แสงหิรัญ๑ , สนั่น ศิลากร๑ , พิมาน มูลประมุข๑ , อึกทั้ง อนุจิตร แสงเดือน๑ บุรุษเหล่านี้นับว่าเป็นผู้นำเกียรติยศแห่งสำนัก ให้นฤโฆษบันลือทั่วไปในแผ่นดิน จวบจนร่วมนิทัศการศิลปวันมหกรรมเฉลิมรัฐธรรมนูญ ณ มณฑลวังสราญรมย์ แม้ ณ สนามเสือป่าก็ดี ย่อมยังจิตของมวลชนนิกรให้สโมสรสุขประสาทเปรมปรีดิ์รู้ค่าแห่งศิลปรสเป็นอุปัตติบังเกิดแต่หนแรกเบื้องปฐมแห่งประชาธิปไตยสมัยนั้นแล ในลำดังนั้น มุขมนตรี ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ลีลาศมาร่วมสโมสรสันติบาตพร้อมมนตรี อธิบดี ทั้งหลาย ได้ทัศนาการ เชยชม อุดมสิริวิลาส จิตรการ ประติมาการ อีกทั้งบริสุทธ์ศิลปทั้ง๕ ก็มีจิตชื่นชมโสมนัส จึงเปล่งอุทานวาทีว่า อันศิลปที่บุรุษไทยพากเพียรฝึกฝนจนเกิดความชำนิชำนาญ อาจเนรมิตรศิลปวิเศษได้เช่นนี้ ย่อมเป็นศรีแก่ประเทศอาจยังบุญบารมีให้สยามแผ่ไพศาลล่วงรู้ไปทั่วนานาประเทศ ควรที่จะทำนุบำรุงให้ถึงขนาด สืบต่อไปเบื้องหน้าจักได้เป็นกำลังแก่แผ่นดิน สร้างความวิจิตรให้แก่พระมหานครเกริกกำจรทั่วท้องนทีสถลเปล่งรัศมีโชติช่วง ครุวนาดุจจันทร์อันแวดล้องด้วยคณะคาราลีลาไปในอัมพรประเทศย่อมสำเร็จกิจดังประสงค์ทุกประการ มหาวิทยาลัยศิลปากร ย่อมอุบัติมาด้วยการฉะนี้แลฯ
ลุพุทธศักราช ๒๔๘๖ คณาจารย์อันกอปรด้วย ทวิชาติ ศาสตรจารย์ ศิลป์ พีระศรี๑ พิมาณ มูลประมุข๑ เขียน ยิ้มศิริ๑ สนั่น ศิลากรณ์๑ แสวง สงฆ์มั่งมี๑ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์๑ ประสงค์ ปัทมานุช๑ สนิท ดิษฐพันธุ์๑ พระเทวาภินิมมิต๑ ศาสตรจารย์ พระพรหรหมพิจิตร๑ มจ.ยาใจ จิตรพงศ์๑ มจ.สมัยเฉลิม กฤดากร๑ ได้พร้อมใจกันแสดงวิชาการให้ปรากฏแก่กุลบุตรไทย อมรมบ่มนิสัยให้ศิษย์บรรลุอุตมศิลปศาสตร พรั่งพร้อมกันสิ้นทุกถ้วนหน้า อาจรอบรู้หยั่งไปถึงสรรพสุนทรียะศิลปะทั่วทุกประเทศสถานเบื้องบุราณกาล จวบจนปรัตยุบันสมัย ยากที่จักหาสำนักศิลปะใดมาเทียบ อันเป็นอนัญญสาธารณ์ มิได้มีทั่วไปแก่ผู้อื่นฯ

บุรุษแรกผู้ชำนาญในเชิงการเขียนสี ๒ ประการ คือ ฝุ่นสีผสมกาวอุทก และฝุ่นสีเหลวในหลอดตะกั่วจากประจิมประเทศ อันมีสามัญนามว่า สีน้ำ ใช้พู่กันจุ่มระบายบรรเลงบนกระดาษข่อยฝรั่ง ฝีมือที่ร่างจิตรเลขานั้นเลิศคนยิ่งนัก เข้าผู้นั้นแลมีนามว่า มานะ บัวขาว อีกบุรุษหนึ่งมีมือวิเศษปานกัน ถนัดทางเขียนนาวาอันขนัดในสาคร มีเจ๊ก จีน จาม พราหมณ์ ฝรั่ง กับเดียรดาษด้วยโกสุมปทุมชาติ กวัดไกวปลายพู่กันรวดเร็วประหนึ่งลมพายุ นามของบุรุษนี้ว่า สวัสดิ์ ตันติสุข ผู้เป็นคุรุบดีแห่งช่างศิลปะวิทยาลัยสถานแลฯ

อันมานพ มานะ บัวขาวนั้น ชอบสวมอาภรณ์กางเกงระบัดเขียวใบไม้ ส่วนเสื้อที่สอดใส่นั้นเล่าเป็นของทหารผู้เจนศึกจากสมรภูมิ แต่ครั้งมหายุธนาการเอเชียบูรพา ชื่อว่าชุดเวสปอยท์ เขาเพียรสวมใส่อยู่ชั่วนาตาปี จะมีใครเสมอเหมือนก็หาไม่ วันใดมิได้สถิตประจำอยู่ ณ ห้องจิตรกรรมแล้ว ก็มักจะไปแสวงวิเวกกายเจริญใจเพียรเขียนภาพยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อยู่จวบจนสายัณหสมัยจึงกลับคืนเนาว์ในมหาวิทยาลัยตน เป็นเช่นนี้อยู่นิจการ ในยามนั้น ภาพเขียนของเขาย่อมปรากฏด้วยรุกชาติทั้งหลายวิจิตรไปด้วยยอดอันแดง มีประพาฬวรรณะดั่งสีครีมอ่อน เบื้องกลางเป็นรัตนมณฑปผุดขึ้นกลางสถลมารค สองข้างวิถีมีพฤกษชาติ หลายหลากล้วนทรงกุสุมชาติเบ่งบานหอมระรื่นรสสุคันธาควรเจริญใจ ใบพฤกษาเบื้องหลังล้วนมีโอภาสอันเขียว ครุวนาดุจโมรกลาป มีสาขาอันรื่นรมณียฐาน ทั้งสุมทุมพุ่มลดาประดับด้วยบุษมาลี แลประหนึ่งมณฑปดูชัฎชื่นช่ออรชรอุดม สรรพคณะพิหคน้อยใหญ่วิจิตรด้วยนานาพรรณ มีนิลวรรณเป็นต้น ยลตระการตา จิตรเลฃาพร้อมกับมีประพิมพายเหมือนทัศนาการต่อเบื้องหน้าธรรมชาตินั้น ควรแล้วที่เขาจักได้รับผลปูนบำเหน็จความชอบ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ๗๐ คะแนนทุกนิรันดร์กาลนั้นแลฯ

บุรุณแลสตรีอันร่วมสมาคมกับสองสหายนั้น ยังมีอีก ๔ คือ พูน เกษจำรัส๑ ณรงค์ แย้มเกษสุคนธ์๑ กฤษณา คชเสนีย์๑ แล จิตติ จูฑะพลอีก๑ ล้วนแล้วแต่มีบุญ โดยยิ่งได้ซึ่งมิ่งมหามงคล ศิลปะลาภ อดูลย์มิได้สูญเสียทีที่ได้ร่ำเรียนมาในวิชาอันประเสริฐ กอปรด้วยผลประโยชน์ล้ำเลิศเห็นปานดังนี้ น่าเสียดายหนุ่ม จิตติ จูฑะผล แห่งโคราฆะปุระนครบูรพอีสานประเทศ ต้องดับชีพด้วยอุปัทวเหตุเภทภัยในยามวิกาล บนยานพาหนะมอเตอร์ไซด์ ณ คามนิคมถิ่นเขานั่นแล ยังความโศกอาดูรแก่มวลมิตรชนผู้ร่วมคณะกันมาถ้วนหน้า อันว่าสังขารธรรมทั้งหลาย บ่มิได้เที่ยงแท้เป็นโลกธรรม มีสภาวะเกิดและประลัยอยู่เป็นนิตย์ ดังพระพุทธฎีกาเทศนาไว้ว่า ทหราปิ เย วุฑฺฒา เป็นอาทิ อรรถธิบายความว่า บุคคลใดหนุ่มและแก่ เป็นพาลและเป็นปราชญ์มีทรัพย์แลไร้ทรัพย์ก็ดี ล้วนมีมัจจุภัยเป็นเบื้องหน้าสิ้นทั้งนั้น มีครุวนาดุจภาชนะดินอันนายช่างหม้อกระทำ ถึงจะเล็กใหญ่ดิบสุกประการใด ก็คงจะมีเภทธรรมคือแตกทำลายเป็นที่สุด ก็เหมือนดังชีวิตแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมมีความตายเป็นที่สุดประดุจนั้น อดีตเอกศิลปิน แช่ม ขาวมีชื่อ ก็เฉกเช่นกัน เขาผู้มีมืออันอาจสำแดงฤทธ์นฤมิตกลการศิลปะได้อเนกนานาประการ จนชื่อได้ว่าเป็นเบื้องทักษณาหัตถ์แห่งอาจารย์ผู้ฝึกสอน วาดวิจารเลขาก็ดี ปลุกปั้นวิจิตรประติมาก็ดี ย่อมได้เปรียบปานๆกัน อมตะรูปนายธนูผู้โก่งศร อีกทั้งตั้งอยู่ในที่เอตทัคคะแห่งศิลปะประติมาล้วนวิสุทธิศิลป์ ย่อมยังความเลื่อมใสให้แก่บุรุษทั้งปวง เนื่องด้วยนฤมลเป็นเหตุ หทัยอันแกร่งกล้าของศิลปินเอกต้องชอกช้ำอาดูรเทวษรุ่มร้อนหฤทัย ต้องดับวิปโยคทุกข์ด้วยน้ำเมรัย ยังชีพแทนพลาหารอยู่ทุกทิวาราตรี อินทรีย์ไหม้ไปด้วยเพลิง กล่าวคือความโศกเป็นนิรันดรกาล กระแสอสุชลนองนัยเนตรไม่รู้วาย ยากที่จักตัดอาลัยร้างซึ่งเสน่หา โศกาอาดูรเดือดร้อนอยู่จวบกาลนาน จนสิ้นชีวิตลงในศักราช ๒๔๘๕ ปลายศกนั้น

ลุพุทธศักราช ๒๔๘๙ ยังมีมานพ ๖ นาย กับกุมารีอีกนางหนึ่ง สมัครใจเข้ามาศึกษายังสำนักนี้ เขาเหล่านั้นมีจิตกล้าแข็งยิ่งนัก มิได้หวั่นไหวต่ออาญาแห่งสำนักเรียน หมั่นพากเพียรแต่ป้ายสีหยาบๆ สลัดละทิ้งคติอะคาเดมิคเดิม ย่อมยังความปวดเศียรเวียนกล้าให้แก่เหล่าคณาจารย์ยิ่งนัก มาตรว่าจะตัดใจปล่อยให้เขาทำทุราจารสืบไป ย่อมไม่เป็นผลดีแก่เขาอย่าแน่แท้ แต่ต้องจำยอมปล่อยไปตามใจชอบ เขายิ่งกำเริบเสิบสานก่อตั้งคณะก๊อกขึ้นมา ดังจะเย้ยหยันให้ต้องถูกอัปเปหิออกไปฉะนี้น จวบจนเกิดมิคสัญญีดังเปลวไฟไหม้ลามไปทั่วถิ่นสถาน อัครอาจารย์เฟโรจี จำต้องพรากจากไปเนายังสถานแดนไกล เบื้องมาตุภูมิเดิม จำบำราศร้างออกไปสู่อัสดงคตประเทศแสนอาลัยเทวษ รับเหตุวิปริตแห่งแผ่นดิน กมลหมองทนลำบากอัปยศ สิ้นยศสง่าหาอำนาจบ่มิได้ ครุวนาดุจราชรถอันมีงอนปราศจารธงไชย มิฉะนั้น ดุจกองไฟอันปราศจากควัน ถ้ามิฉะนั้น ดุจราชธานีอันไม่มีบรมกษัตริย์จักดำรงไอศุริยสมบัติครอบครอง จะต้องแต่ติฉินยินร้ายบ่วายอัประมาณ เหล่าศิษยานุศิษย์ต่างประเทวนาการพิลาฟ เนตรนองอาบไปด้วยอสุชลวารี ประหนึ่งว่าจะพากันจมลงในกลางสมุทร กล่าวคือความโศกอันกุมาราแลกุมารีทั้งหลายเสวยวิดประโยคทึกขเวทนา อันไร้ร้างบำราศพระอาจารย์ในครานั้น

ลุล่วงมาอีกขวบปีเต็ม รัฐบาลดำหริว่า ซึ่งเราทิ้งมหาวิทาลัยศิลปากร ปล่อยร้างไว้นั้น จักเป็นโทษยิ่งกว่าเป็นคุณ ประเทศชาติอันกำลังพัฒนาอยู่อยู่ย่อม ถอยกำลังลง ถึงมาตรว่าจักเป็นผลของรัฐบาลก่อน ก็ไม่เกรงว่าจะเสื่อมเกียรแต่อย่างไร เราจะบำรุงเอาไว้ จะให้เป็นเกียรติยศตราบเท่ากัลปาวสาน จึงบัญชาให้อำมาตย์แห่ง กระทรวงศึกษา มีหนังสือเรียกตัวศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี กลับโดยด่วน ในปลายพระพุทธศักราช ๒๔๙๑ นั้นแลฯ
ฝ่ายมหาวิทยาลัยศิลปากรแจ้งกิจการในรัฐบาล จึงประชุมปรึกษากันสั่งเป็นสมัยการศึกษาทันที หลังจากพักการสอนมาเป็นเวลานาน บัดนี้ท่านเอกอัครมหาเสาบดีชุดรัฐบาลใหม่ ได้เมตตาปรานีหวังจะให้เปิดการอบรมสั่งสอนกุลบุตรไทยสืบไป เพื่อบำรุงไว้เป็นหลักไชยของประเทศ ครั้นจะมิสั่งให้เปิดการศึกษาไซร้ เห็นว่าเสถียรภาพของรัฐบาลจัดเสื่อมสูญเป็นแน่แท้ เพราะฝ่ายค้านของรัฐบาลนั้นเล่า ย่อยคอยจ้องจะเอาโทษอยู่แล้ว แลซึ่งจะขืนดื้อดึงต่อไป ก็เกรงจะเสียทีแก่เขาเป็นมั่นคงฯ

ขณะนั้นศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เมื่อยังอยู่ในประเทศอิตาลี เกิดมีความรฦกถึงศิษย์ยังเมืองไทยเป็นกำลัง จึงคิดย้อนไปยัง ณ หนหลัง แต่สมัยเมื่องยังมิได้ก่อตั้งโรงเรียนขึ้นมานั้น เราได้เข้าไปสู่เมืองไทย เมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๖๖ มาจนบัดนี้ก็ล่วงเข้า ๒๕ ขวบปี ได้ปลูกฝังความรู้แห่งศิลปะไว้มิใช่น้อย คิดจะทำนุบำรุงให้สืบวิชาไว้สืบไป จำจะต้องปรึกษากับผู้เป็นหลักของสำนัก จักก่อตั้งโรงเรียนฝึกสอนศิลปะ ในครั้งนั้นมีผู้ร่วมใจกันคือ พระสาโรชรัตนนิมาก์๑ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี๑ เห็นพ้องต้องกันว่าควรจักเปิดโรงเรียนประณีตศิลปกรรมขึ้น การก็เป็นไปสมคะเนคิด ศิษยานุศิษย์ก็มากมีมาล้นหลาม แต่ละผู้มิหวังประโยชน์ผลแต่ประการใด หวังจักรับวิชาไว้ไปประดับสติปัญญา ที่จักเอาไปก่อเกื้อกิจราชการเมืองก็หาไม่ สืบต่อมาอีกหลายขวบปี ก็ได้วิวัฒนาการมาเป็นมหาวิทยาลัย และจักต้องชะงักงันเสมือนนาวาอันโดนพายุร้ายถึงแก่อับปางลง ฉะนั้น

ครั้นได้กลับมายังเมืองไทย ก็ได้ระดมทุ่มเทกำลังใจสอนเป็นการใหญ่ จนมั่นคงจำเนียรกาลล่วงมาถึงปรัตยุบันนี้ ก่อให้เกิดกิ่งก้านสาขาคณะวิชาแปลกๆพรรณกันไป อาทิ ผดุงไว้ในวิชามัณฑนะศิลป์ อีกทั้งสถาปัตยกรรม ทั้งโบราณวิทยา สามารถรอบรู้ในวรรณคดี อีกมีจารจารึกไว้บนแผ่นศิลา หินผาอีกมากมาย เลือกล้วนเรียนกันบ่มิรู้จบสิ้น

ลุศักราช ๒๕๐๕ ปีขาล วันจันทร ขึ้น๑๑ ค่ำ เดือน๖ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี อาพาธหนักถึงแก่กรรม สิริอายุได้ ๗๐ พรรษา หลังจากการผ่าตัด ณ ศิริราชพยาบาล ย่อยยังความโศกาดูรสู่มวลผู้ใกล้ชิดสนิทเสน่หา อีกทั้งศิษยานุศิษย์ พราะราคาพาธประกอบด้วยกำลังกล้าบังเกิดในสิริองคาพยพ เหตุถึงกาลกำหนดที่จะสละสังขารนั้นแล ศิษย์ทั้งหลายก็ร้องร่ำกำสรด ปริเทวนาการด้วยเอกัคตพร้อมกันเป็นอันเดียว

( จบฉบับสมุดข่อยเขียนด้วยตัวรงค์เพียงแค่นี้ เข้าว่าจะมีฉบับ ๒ และ ๓ ต่อไป คณะกรรมการหอสมุดมั่นใจว่าจะรวบรวมฉบับอื่นไว้ดได้ครบถ้วน แม้ฉบันนี้กว่าจะได้มาก็นับว่าแปลดพิสดารมาก คือยายแก่คนหนึ่งกำลังจะนำไปเผาไฟ บังเอิญเจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้ผ่านไปพบเข้า ได้ขอซื้อมา พงศาวดารฉบับนี้จึงได้มาปรากฎแก่สายตาท่าน ณ บัดนี้)
ปล. นายซีเนียร์ เป็นอีกนามปากกาของ ประยูร อุลุชาฎะ

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ดาวพระเคราะห์ให้คุณให้โทษตามราศีต่างๆ

โดย พลูหลวง
จาก ปฐมภาคแห่งโหราศาสตร์
22 กุมภาพันธ์ 2514

ดาวประเคราะห์ให้คูณและให้โทษ ตามราศีต่างๆ

ดาวพระเคราะห์ที่เป็นเกษตรอยู่ ณ ราศีใด ย่อมถือว่าให้คุณเพราะมีกำลังเข้มแข็ง  ย่อมสำแดงความสำคัญให้เกิดขึ้นแก่ราศีหรือภพต่างๆของดวงชาตาเยี่ยมยอดยิ่งกว่าดาวอื่นๆ  แต่ดาวเกษตรนี้ถ้าไปสถิตอยู่ราศีตรงข้ามถือว่าให้โทษเรียกว่า "ประ" หรือ "ปรเกษตร"  ลักษณะของดาวสถิตเป็นประตามระบบโหราศาสตร์แบบไทยโบราณมีดังนี้


ดาวประแบบใหม่ คือ ตำแหน่งดาวเกษตรใหม่ไปสถิต ณ ราศีตรงกันข้ามกับเรือนตนนั่นเอง

ประ แปลว่า แตกขาด ฉีกทำลาย ดาวประจึงเป็นดาวให้โทษหรือเป็นดาวกันเสื่อมคุณภาพ แม้ไปเกาะกุมกับดาวอะไร ก็จักนำผลมความเสื่อมเสียสู่ดาวนั้นๆด้วย



ส่วนดาวมาตรฐานที่นิยมกันว่ามีคุณดีมากคือดาว มหาอุจจ์ สมัยโบราณมีความมหาอุจจ์มีตำแหน่งดังนี้


ดาวมหาอุจจ์แบบเก่า

มหาอุจจ์ เป็นดาวให้คุณเสมือนบุคคลหนึ่ง ไปมีวาสนาเด่นในภูมิประเทศอีกแห่งหนึ่ง  อุจจ์แปลว่าสูง ดาวที่สถิตเป็นอุจจ์จึงมีกำลังสูงเยี่ยม  โหราจารย์บางคนนิยมว่า มีกำลังมากยิ่งกว่าเกษตรด้วยซ้ำไป  ดาวมหาอุจจ์จึงเป็นดาวมาตรฐาน ซึ่งจำเป็นต้องจดจำเช่นเดียวกับดาวเกษตร  ดาวมหาอุจจ์ไปกุมกับดาวอะไรก็นำคุณให้แก่ดาวนั้น



ดาวนิจแบบเก่า

ตำแหน่งดาวนิจก็คือ ตำแหน่งดาวอันอยู่ตรงข้ามกับเรือนที่ตนไปครอบครองเป็นมหาอุจจ์นั่นเอง  ดาวนิจคือดาวอันเสื่อมเสียตกต่ำ  ไร้อิทธิพลโดยสิ้นเชิง  แม้ดาวนิจไปกุมดาวอะไรก็ย่อมเกิดโทษแก่ดาวนั้น



ดาวมหาอุจจ์แบบใหม่นี้ มิได้เปลี่ยนไปจากมหาอุจจ์เดิม  แพีงแต่เติมดาวใหม่ไปให้ครบจักรราศีเท่านี้ เปลี่ยนเพียงราหู เพราะราหูเป็นจุดคราสย่อมดับแสงได้แม้อาทิตย์  จึงควรให้ราหูมีกำลังเยี่มในราศีสิงห์ ซึ่งดาวอาทิตย์ครองเป็นดาวเจ้าเรือนอยู่

ดาวเนปจูน เป็นมหาอุจจ์ราศีพิจิก ก็เพราะเป็นธาตุน้ำเหมือนกัน  และเนปจูนดาวอืดอาดด้วยเป็นดาวใหญ่  เมื่อไปอยู่เรือนอังคารราศีพิจิกย่อมทำให้เนปจูนมีฤทธิ์เดชมากขึ้น

ดาวมฤตยู เป็นมหาอุจจ์ราศีเมถุนซึ่งเป็นธาตุลมเหมือนกัน  ดาวมฤตยูหมายถึงยานหยั่งรู้ ไปอยู่ราศีเดียวกับเกตุอันมารักษาการในตำแหน่งเจ้าบ้านจึงกลมกลืนกันดียิ่ง เพราะเกตุก็เป็นเกาวเกี่ยวกับวิญญาณอยู่แล้ว

ดาวพูลโต เป็นดาวกี่ยวกับฐานหยั่งรู้ อำนาจจิต เป็นดาวแพทย์ ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ เมืออยู่เรือนพฤหัสบดีโาตุไปเหมือนกัน ทำให้พลูโตมีกำลังดีเยี่ยม และมีศักดิ์สูงเพราะได้รับแรงจากดาวพฤหัสบดี

เกตุ เป็นจุดคราสคู่กับราหู ย่อมจะเหมาะสมอย่างยิ่งเมื่อไปอยู่ราศีกุมภ์อันเป็นราศีตรงข้ามกับอาทิตย์นั่นเอง


ดาวนิจแบบใหม่  โดยเฉพาะดาสใหม่ซึ่งเพิ่มเติมลงไป อันเป็นตำแหน่งตรงกันข้ามกับราศีที่ดาวนั้นเป็นมหาอุจจ์ ย่อมสมเหตุสมผล ราหูอันมีอำนาจอาจบดบังแสงอาทิตย์ได้ และเข้ามามีอไนาจเป็นนักเลงดตมหาอุจจ์ในราศีสิงห์เต็มที่  แต่ก็ต้องเสื่อมลงเมื่อไปสถิต ณ ราศีกุมภ์  สุดฟากฟ้าคนและแดนกับราศีสิงห์ เท่ากับอาทิตย์สลักศัตรูออกพ้นตน

ดาวมฤตยู เป็นนิจ ณ ราศีธนู อันมีพฤหัสบดีเป็นเจ้าเรือน ก็เพราะมฤตยูเป็นดาวบาปเคราะห์ร้ายรุนแรงพอกับเสาร์มาอยู่ในเรือนของพฤหัสบดีนักบวจ ย่อมไม่รับการสนับสนุนจากเจ้าเรือนตนเองจึงต้องมาตกต่ำในราศีนี้

ดาวพลูโตเป็นดาวธาตุไฟ มีสภาพเป็นผู้มีญาญหยั่งรู้และเจ้าสมบัติใต้ดิน เมื่อสามารถกลมกลืนกับพฤหัสบดีในราศีธนู จึงต้องเสื่อมเสียในราศีเมถุน ภพตรงข้ามอันเป็นราศีประของดาวพฤหัสบดีด้วยเช่นกัน

ดาวเนปจูนธาตุน้ำเจ้าสมุทร  ย่อมไม่เหมาะจะมาอยู่ในราศีธาตุดิน เช่นราศีพฤษภ  อันหมายถึงดินดอนนั้น


ยังมีดาวมาตรฐานอื่นๆ อีกตามระบบโหราศาสตร์ไทยที่ถึอว่าให้คุณ คือ มหาจักรมีตำแหน่งดังนี้



ดาวมหาจักรนิยมยกย่องกันว่า ให้คุณแก่ดวงชาตารองลงมาจากมหาอุจจ์ คำว่ามหาจักรมีความหมายถึงอาวุธอันมีกำลังมาก บ่งไปทางมีฤทธิ์เดช แสดงว่าดาวนั้นๆมีกำลังผาดดผนเมื่อสถิตอยู่ ณ ราศีเช่นนั้น ดหรโบราณยกย่องดาวมหาจักรกันมาก

พิจารณาแล้วก็นเห็นดาวอันมาสถตราศีดังกล่าวนี้ มีฤทธิ์จริงๆ คือดาว ๕ มาอยู่เรือนอังคาร ย่อมทำให้ดาว ๕ ซึ่งเป็นดาวศีลธรรมแสดงความอุดมสมบูรณ์ กระฉับกระเฉงขึ้น เท่ากับมีกำลังขึ้นนั่นเอง

ดาว ๖ ตัวกิเลศโลกีย์ความรัก และ ความประณีต ตลอดจนศลปแขนงต่างๆ ย่อมจะเพิ่มพูนบุคคลิกลักษณะดีขึ้น เมือไปอยู่ยังเรือนพฤหัสบดีซึ่งเป็นหนุนท้ายให้ประสบความสำเร็จเสมอ ทำให้ดาว๖ เข้มแข็งและข่วยให้ชีวิตประสบความสะดวกสบายขึ้น

ดาว ๓ ตัวบุ่มบ่าม และโทสะจริต ต้องไปอยู่ยังเรือนพุธซึ่งเป็นสมองฝ่ายยับยั้งช่างใจ จะช่วยทำให้ดาวอังคารมีสติเกิดขึ้น และย่อมเกิดคุณประโยชน์แก่ดาวอังคารนั่นเอง

ดาว ๔ สมองและสติปัญญาไปอยู่ทีใดไม่เหมาะเท่ากับอยู่เรือนของดาวอาทิตย์ ซึ่งเป็นธาตุไฟและต้นกำเนินดของพลังงานทั่วไปในระบบสุริยะ ทำให้พุธเกิดความปราดเปรียวว่องไวและหลักแหลมยิ่งขึ้น

ดาว ๑ สถิตราศีกรกฎ เรือนของจันทร์ ย่อมเข้มแข็งด้วยอาิตย์ย่อมเป็นใหญ่เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง แม้จันทร์ซึ่งเป็นใหญ่บนท้องฟ้าย่อมเป็นรอง อาทิตย์อยู่ในเรือนจันทร์ย่อมผ่อนคลายรัศมีความร้อนแรงลงไปบ้าง ทำให้เกิดพลังงานพอดีและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

เนื่องจากยังมีดาวอีก ๓ ดวง ยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าตำแหน่งมหาจัร ข้าพเจ้าจึงจัดให้มีตำแหน่งเสียจนครบตามลักษณะที่จะส่งคุณประโยขน์อย่างดียิ่ง เมื่อเข้าสถิตราศีนั้นดังนี้


ดาวเนปจูน อันเป็นดาวหมายถึง สังคม และ ศิลป ไปอยู่ในราศีตุลย์อันมีศุกร์เป็นดาวเกษตร ย่อมช่วยส่งเสริมเนปจูนอย่างยิ่ง

ดาวมฤตยู ธาตุลม ตัวจินตนาการ ความฟุ้งฝัน เมือมาสถิตราศีมีน อันมีดาวเนปจูนเจ้าแห่งศิลปเป็นเจ้าเรือนอยู่ จึงเหมาะสมสามารถทำให้ความคิดฝันนั้นเกิดจริงจังขึ้นได้ในรูปผลิตผลของงานศิลป์

ดาวพลูโตตัวอาตมัน และนักสะสมตัวยง  ย่อมจะแสดงคุณภาพเด่นเมื่อไปอยู่ในเรือนมฤตยู เพราะทั้งคู่เป็นดาวเกี่ยวกับอำนาจจิต ความเร้นลับ และไสยศาสตร์อยู่แล้ว  จนอาจทดเแทนกันได้ในบางกรณี  ดาวคู่นี้มีอำนาจฤทธิ์เดชคล้ายคลึงกัน เป็นแพทย์ จิตศาสตร์ ของเก่าแก่โบราณ  และญานหยั่งรู้


ตำแหน่งดาวที่ยกย่องว่าให้คุณตามคติโหรไทยโบราณ ยังมีอีกดังนี้



ตำแหน่งอุจจาวิลาศ  ก็คือตำแหน่งดาวมหาอุจจ์อันถอยหลังมาสถิตอยู่ในเรือนวินาศน์จากเรือนอุจจ์ของตนนั่นเอง  ดังเช่น อาทิตย์อยู่ราศีเมษเป็นมหาอุจจ์ เรือนวินาศนะของราศีเมษคือมีน เมื่ออาทิตย์ถอยหลังมาอยู่ จึงยกย่องว่าเป็น อุจจาวิลาศ ย่อมให้คุณแก่ดวงชาตา รองลงมาจากมหาอุจจ์

อันที่จริงเรือนวินาศนะของตำแหน่งมหาอุจจ์ ก็คือราศีอังดาวพึ่งจะย่างเข้าสู่ราศีอุจจ์ คล้ายกับปากประตูจะเข้าสู่ตำแหน่งเถลิงอำนาจ  จุดที่ก้าวเข้ามานั้นย่อมสำคัญมาก คล้ายกับจะได้เป็นนายทหารสัญญาบัตร ก็จะต้องเข้าสู่ตำแหน่งว่าที่เสียก่อน ตำแหน่งนี้จึงสำคัญมาก ใตำราโหราศาสตร์ของอียิปต์เมื่อหลายพันปีมาแล้วก็มีการกล่าวถึงดาวอันจะย่างเข้าสู่ราศีอุจจ์ของตนว่า เป็นดาวอันมีศักดิ์สูงและถือว่า มีความสำคัญมาก

เนื่องจากเรามีตำแหน่งอาอุจจ์เพิ่มเติมขึ้นมาจากดาวใหม่สามดวง จึงเห็นสมควรวางดาวอุุจจาวิลาศแบบใหม่เพิ่มด้วย เพื่อให้เกิความสมบูรณ์ทันยุคสมัยดังนี้






ดาวราชาโชค

ดาวมาตรฐานอีกแบบหนึ่งเรียกว่า ราชาโชค นิยมนับถือกันว่าถ้าดาวสถิตอยู่ยังตำแหน่งดังนี้ ย่อมให้คุณพอๆกับมหาจักร ดังแผนผังนี้



ดาวในตำแหน่งราชาโชคนี้ โหรไทยบางคนซึ่งล่วงลับไปแล้ว ยกย่องมากว่า เป็นดาวอันให้คุณอย่างยิ่ง โหรผู้นั้นคือ อายัณโฆษ ข้าพเจ้ายังคลำหาสาเหตุอันแท้จริงในการจัดรูปดาวแบบราชาดชคนี้ไม่พบ จึงของดเว้นไม่แสดงความคิดเห็นหรือเพิ่มเติมลงไป รู้มาแต่เพียงว่า ตำแหน่งดาวเรียงไปตามลำดับ ชื่อของยามกลางวันและการสถิตอยู่ราศีต่างๆ ก็เห็นว่ากลมกลืนกับสภาพดาวเกษตรราศีนั้นๆ มิฉะนั้นก็เป็นการเพิ่มบารมีแก่ตนเองโดยอาศัยดาวเกษตรราศีนั้นๆ ช่วงส่งเสริม มีอยู่ดวงหนึ่งคือ อัคารเป็นประยังไม่เข้าใจว่าทำไม่จึงยกย่องว่าดี

ดาวพระเคราะห์ล่วงหน้านิจ

ยังมีตำแหน่ดาวอีกตำแหน่งหนึ่งอันคู่ควรแก่การสนใจ คือตำแหน่งดาวพระเคราะห์ล่วงหน้านิจ ซึ่งอายัณโฆษเขียนแผนผังไว้ดังนี้

ท่านผู้รจนาข้อความเป็นมาของพระเคราะห์ล่วงหน้านิจนี้ให้ชื่อว่า "ทวาติกกนิจ" ถือว่าดาวยตำแหน่งนี้มีควาดคู่ธาตุและคู่สมพลแบบโบราณเล็งยันกันนั่นเอง

อันที่จริงตำหน่งดาวพระเคราะห์ล่วงหน้านิจนี้ก็คือราศีที่ดาวพระเคราะห์ ก้าวหลุดพ้นออกจากความเป็นนิจนั่นเอง เปรียบเสมือนคนที่ก้าวหลุดพ้นจากประตูคุกออกมา  ก้าวแรกที่สู่อิสรภาพย่อมเป็นก้าวแห่งความเปรมปรีดิ์เกษมสำราญยิ่งนัก จึงเป็นดาวพระเคราะห์ที่ควรยกย่องอยู่ และสมเหตุสมผลตามหลักธรรมชาติและเมื่อตรวจเกษตรก็มีเช่น ดาวศุกร์ ข้าพเจ้าขอยกย่องดายพระเคราะห์ล่วงหน้านิจ ว่ามีคุณสมบัติดีด้วยอีกคนหนึ่ง และได้เพิ่มเติมแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาพมหาอุจจ์และนิจแบบใหม่ โดยวางรูปดาวพระเคราะห์ล่วงหน้านิจเสียใหม่ดังนี้



พระเคราะห์ล่วงหน้านิจนี้ หมายถึง ความมีอิสระเสรี กล้าหาญดุจดังบุคคลอันก้าวพ้นออกมาจากประตูคุก

เช่น ดาวพุธ เป็นดาวนักพูด การเจรจา ลักษณะท่าทางเมื่ออยู่ราศีเมษ ทำให้เป็นคนกล้าหาญ กล้าพูดกล้าทำไม่เกรงกลัวใคร ซึ่งเรียกว่า พุธราศีเมษว่า พุธนักเลง

ดาวศุกร์ ราศีตุลย์ มีตำแหน่งเป็นเกษตรทำให้เป็นคนร่าเริง ไม่รู้จักความทุกข์

ดาวจันทร์ ราศีธนู ทำให้จันทร์เด่นเป็นสง่า ด้วยเป็นเรือนของดาวพฤหัสบดี ย่อมสนับสนุนจันทร์อย่างดี

อาทิตย์ อยู่ในเรือนอังคาร ทำให้อาทิตย์กล้าแข็งเป็นนักเลยไม่กลัวเกรงใครตั้งนี้เป็นต้น

ยังมีดาวพระเคราะห์ อีกสองแบบ ซึ่มีกล่าวถึงในคัมภีร์อียิปต์โบราณ ถือว่าเป็นจุดเสื่อม หรือ จุดด้อยของพาวพระเคราะห์นั้นๆ ดังนี้



ดาวพระเคราะห์ย่างเข้าสู่ราศีเป็นนิจ  ก็เปรียบเสมือนนักโทษกำลังจะเดินเข้าสูตะรางนั่นเอง ผู้มีพระเคราะห์แบบนี้จึงมักแสดงความหดหู่ปราศจากสง่าราศี และไม่่สู้ให้คุณเท่าใดนัก ดาวพฤหัสบดีเป็นเกษตรน่าจะให้คุณ แต่ก็เห็นมามากว่ามักจะล้มลุกคลุกคลานเสียก่อนในเบื้องต้น แล้วจึงจะสนองคุณในบั้นปลาย ทั้งนี้เพราะดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเกี่ยวกับวัยสูงอายุ ระยะ 50-60 ปี จึงสำแดงคุณเมื่อสูงอายุแล้ว ส่วนระยะวันต้นๆ พฤหัสบดี ไม่สามารถช่วยเหลือได้

ดาวพระเคราะห์พ้นจากราศีอุจจ์  เสมือนคนที่เสวยสุขในสวรรค์แล้วจะต้องจุติไปสู่ภูมิอันต่ำกว่า ย่อมมีการโศกเศร้า ปริเวทนาการเป็นของธรรมดา ถือว่าเป็นสภาพอันหดหู่ไม่ให้คุณ เช่นเดียวกับดาวที่จะย่างเข้าสู่ราศีนิจนั้น

ตามมาตรฐานทั้งดีและเลวดังได้พรรณามานี้ เห็นได้ว่าโหรโบราณท่านยกย่องดาวมหาอุจจ์ไว้เสียเลิศล้น  ทั้งนี้เนื่องจากสังเกตว่าดาวตำแหน่งดังกล่าวให้คุณอย่างแท้จริงนั่นเอง  ส่วนดาวอันเกิดโทษท่านก็เห็นประจักษ์มาแล้ว จึงได้บันทึกแลจำจำกันมาตราบทุกวันนี้ ที่จริงยังมีดาวอันให้คุณแบบอื่นอีกเช่นเรียกว่า อุจจาภิมุข และ เทวีโชค ซึ่งเห็นเว่าไม่เกิประโยชน์อะไร และพิจารณตำแหน่งดาวก็ตรงกับดาวทีให้คุณดังพรรณามาแล้ว จึงมิได้แนะนำในที่นี้

ดาวอันให้คุณโดยแท้ก็คือ ดาวเกษตร และ มหาอุจจ์ 

ส่วนดาวให้โทษคือ นิจ และ ประ

จำได้เพีงสองอย่างก็พอเพียงแล้วในการพิจารณาดวงชาตา ก็ถืออุจจ์และเกษตรเป็นหลักการสำคัญเสมอ ส่วนดาวมาตรฐานอื่นๆเป็นส่วนประกอบเท่านั้น

ดาวอุจจ์และเกษตรเมื่ออยู่ด้วยกันย่อมวุ่นวาย สร้างความปั่นป่วนให้แก่ดวงชาตา เปรียบเสือนบ้านที่มีเจ้าของบ้านประจำอยู่ แล้วมีคนอื่นเข้ามเป็นใหญ่ในบ้าน ย่อมสร้างความชอกข้ำใจแก่เจ้าของบ้านเป็นของธรรมดา ดังดวงตัวอย่างที่ 2  มีดาวศุกร์เกษตร(ราศีตุลย์) และเสาร์มหาอุจจ์อยู่ราศีเดียวกัน ส่งผลให้เจ้าชาตาล้มลุกคลุกคลานไม่อาจตั้งตัวได้

ดาวเกษตรต่อเกษตรเล็งกัน ก็ไม่นิยมว่าดีทำให้ดวงมีมึมหัก เกิดเรื่องยุ่งยากอยู่เสมอ เพราะดาวอันมีศักดิ์สูงเล็งกันนั่นเอง เท่าที่เคยพบมาก็เห็นว่ายุ่งยากเดือดร้อนจริงๆ

ดาวมหาอุจจุต่อมหาอุจจ์เล็งกัน ก็ไม่ดี ชีวิตจะเดือนดร้อนแสนเข็ญและลำบากาก แม้ว่าดวงชาตาจะดีเด่นด้วคุณภาพดาวมหาอุจจ์ให้คุณ แต่ก็ส่งความยุ่งยามให้มิได้เว้น


ตัวอย่างดาวเกษตรเล็งกัน



สตรีผู้นี้มีดาวเกษรถึง 2 ดวง คือดาว ๒ และ ๗ อิทธิพลของดาวเกษตรส่งผลให้เกิดมาตระกูลสูง ฐานะดี ได้รับมรดกที่ดินราคาแพง แต่ดาวเกษตรเล็งกันส่งผลวิบัติให้ ภายหลังถูกโกงที่ดิน ชีวิตประสบมรสุมร้ายต้องโยกย้ายบ้านสิบกว่าครั้งขึ้นไป ชีวิตล้มลุกคลุกคลานเดือนดร้อนแสนสาหัส



นี่ก็อีกดวงหนึ่ง มีเกษตรสองดวงเล็งกัน เคยมีฐานะดีแต่งงานกับชายร่ำรวย ภายหลังหย่าร้างกัน แล้วมาแต่งงานใหม่ ชีวิตประสบชาตากรรมแสนสาหัส โยกย้ายบ้าน 10 กว่าครั้ง และบางครั้งถึงแก่อดมื้อกินมื้อ บทจะมีเงินก็มีมากมาย แต่บทอดก็มีติตัวเลยแม้แต่แดงเดียว



ดวงนี้ดาวมหาอุจจ์ ๑ และ ๗ เล็งกัน ทำให้ชีวิตเหมือนบ้านแตก เจ้าชาตาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย เคยเดินทางไปต่างประเทศ กลับมารับตำแหน่งสูงแต่แล้วต้องเกิเรื่อเศร้าด้วยภรรยามีชู้  ต้องหย่าร้างแยกทางกันเดินทั้งที่ยังคงอยู่บ้านเดียวกันนั่นเอง เป็นเรื่องระทมขมขื่นยิ่งนัก


ท่านผู้นี้มีอำนาจชื่อเสียงในชุมนุมหนึ่งอันมีชื่อเสียงของประเทศ  แต่ภายหลังต้องตกจากอำนาจเพราะเนื่องจากการกระทำของตนเอง  ให้สังเกตว่าในดวงชาตามีมหาอุจจ์เล็งกันในราศีทวารถงลัคนาดดยตรง ทำให้ต้องเสื่อมเสียในบั้นปลายจนได้


อิทธิพลของดาวมหาอุจจ์ และ ดาวนิจในชาตา

๑ อาทิตย์ ถ้าเป็นอจจ์มักส่งผล ให้เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ชอบทำงานใหญ่ และจะได้เป็นใหญ่สมความปรารถนา มักเป็นคนหยิ่งถือตัว อาทิตย์อุจจ์ส่งเสริมให้ดวงชาตาดีเด่นมีวาสนาบารมีดีมาก ดวงชาตาที่มีอาทิตย์เป็นมหาอุจจ์ มักชำแรกดันตัวเองให้รุ่งเรืองได้

ส่วนอาทิตย์เป็นนิจ มักตกจากตำแหน่ง มักมีปมด้อย มักถูกข่มเหงคะเนงร้าย เคยพบในดวงชาตาของรัฐบุรุษ หรือ กษัตริย์ที่ตกจากอำนาจโดยการปฏิิวัติหรือรัฐประหาร ทั้งนี้ก็เนื่องจากมีดาว ๑ เป็นนิจอยู่ในดวงชาตานั่นเอง


กษัตริย์แหงรัสเซียสมัยก่อนการปฏิวัติผู้นี้ มีความสามารถอันยิ่งยงแม้เป็นสตรีก็ยังแผ่อำนาจไปได้ไพศาล นำประเทศต่างๆตกอยู่ใต้อำนาจมากมาย  ทั้งนี้ก็เนื่องจากมีดาวอาทิตย์เป็นมหาอุจจ์อยู่ในดวงชาตานั่นเอง  ทำให้พระนางต้องการมีพระราชอำนาจยิ่งยงมากขึ้นๆไปอย่างไม่รู้จบสิ้น อิทธิพลของดาวอาทิตย์มหาอุจจ์มีอานุภาพถึงปานนี้  เมื่อเวลาโหรไทยจะวางฤกษ์ฝังหลักเมืองบางกอก จึงต้องรอให้อาทิตย์โคจรเป็นมหาอุจจ์เสียก่อน เพื่อหวังให้ดวงเมืองดีเด่นและมีอำนาจมั่นคงนั่นเอง

อาวอาทิตญืถ้าเป็นนิจ หากเป็นดวงสตรี มักจะเป็นหม้ายด้วยอาทิตย์หมายถึงสามี  มักจะได้คู่ที่ต่ำกว่าตนเอง หรือมีคู่อายุสั้นหรือคู่ครองเป็นหม้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง ดวงชาตาของรัฐบุรุษอันมีดาวอาทิตย์เป็นนิจ จำต้องตกจากตำแหน่งมีดังนี้คือ เจ้านโรคมสีหนุ ถูกรัฐประหาร  . รมต.ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถูกตำรวจการเมืองจับตัวไปยิงตายที่หลักสี่  , นายทรอตสกี้ หัวหน้าใหญ่คอมมิวนิต์รัสเซียถูกแย่งอำนาจ ต้องออกไปอยู่ยังต่างประเทศและท้ายที่สุดก็ถูกลอบฆ่าตายจนได้

ดาราบางคนมีอาทิตย์เป็นนิจ โด่งดังขึ้นมาชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น แล้วก็ตกกระป๋องเงียบหายไปเลย อาทิตย์นิจจึงต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะส่งผลให้ดวงชาตาเปราะ ถูกศัตรูย่ำยีได้ง่าย ถ้าทำตนเด่นขึ้นมาก็จะถูกกดอย่างรุนแรง และ ชีวิตมักมีอุปสรรคเสมอ  ในดวงสตรีจะต้องเดือดร้อนเรื่องคู่ และดวงทั่วๆไปมักแสดงผลว่ากำพร้าบิดา หรือ บิดขี้เมาหยำเป หรือ พิการอย่างใดอย่างหนึ่ง เจ้าชาตาจะมีปมด้อยเกี่ยวกับบิดา

๒ ดาวจันทร์ เป็นมหาอุจจ์ มักมีเสน่ห์ มักมีคนนิยมชมชอบ เท่าที่พบมาส่วนใหญ่มักเป็นคนเจ้าอารมณ์อ่อนไหวง่าย บุคคลที่มีจันทร์เป็นมหาอุจจ์อยู่ในดวงชาตาคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย , พระเจ้าอู่ทอง , สมเด็จพระเจ้าห้ามหาวชิรุณหิศ , หลวงวิจิตรวาทการ , นายประยงค์ ตั้งตรงจิตเศรษฐีผู้ใจบุญ นอกจากนี้ลักษณะจันทร์มหาอุจจ์ ยังแสดงอิทธิเข้มแข็งเด็ดขาดอีกด้วย

๓ อังคารเป็นมหาอุจจ์  มักกล้าแข็ง เป็นทหารหรือวิศวกรดี ขยันขันแข็งไม่เกียจคร้าน บุคคลสำคัญที่มีดาวอังคารเป็นมหาอุจจ์คือ สมเด็จกรมพระยาเทววงค์วโรปการ , สมเด็จพระสัฆราช(สา) , อัลแบร์ต ไอน์สไตน์ , ประธานาธิบดีโรสเวลต์ , นายครุสเซฟ , นายพลเดอโกล , พระยาอนุมานราชธน และ พระยาบริรักษ์เวชชการ เป็นต้น

๔ พุธ เป็นมหาอุจจ์  มักสนใจทางหนังสือ ความคิดไตร่ตรองสุขุม หนักแน่น ไม่รวนเรได้ง่าย ความคิดลึกซึ้ง  บุคคลสำคัญทีมีพุธในด้วชาตาคือ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้่าอยู่หัว , พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว , สมเด็จพระศรีสรินทรา บรมราชินี , พระพันวสาอัยยิการเจ้า , พลเอก เจ้าพระยารามราฆพ , จอมพลผิน ชุณหวัน , หลวงสารานุประพันธ์ , พลโท ม.ล. ขาบ กุญชร , และพระอุทัย เกลี้ยงเล็ก ซึ่งสอบได้เปรียญ ๙ ประโยคแต่เป็นสามเณร , หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม , หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ , พระเทวาภินิมิต , นายพลไอเซนฮาว์

๕ พฤหัสบดี เป็นมหาอุจจ์ มักบึกบึน ยึดม่นในอุดมคติ รักความยุติธรรม  และมักจะเอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ ม่งมั่นอะไรแล้วจะต้อทำให้ได้ สติปัญญาแตกแาน เป็นการณ์ไกล  ดวงบุคคลสำคัญดังนี้  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช , พระยามโนปกรณ์นิติธาดา , จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์

๖ ศุกร์ เป็นมหาอุจจ์ มักสนใจทางศิลป รสนิยมดี มักมีโชคดีอยู่บ่อยๆ และ ชอบสิ่งประณีต และ เป็นศิลปินเด่น เป็นบุคคลมีวาทะศิลปดีเลิศ  ดังดวงบุคคลสำคัญคือ ประธานาธิบดี อับราฮัมลิงคอล์น , สุเทพ วงศ์กำแหง , สมาน กาญจนผลิน นักแต่งเพลง , โชติ แพร่พันธ์(ยาขอบ) , นายควง อภัยวงศ์ , จอห์น สไตน์เบ็ค , สุชีโว ภิกขุ , ป.อินทรปาลิต

๗ เสาร์ เป็นมหาอุจจ์ มักตากตรำ มีทุกข์ใจ งานหนักแต่เข้มแข็งอดทน มักมีที่ดิน ชอบสะสม  บุคคลสำคัญ คือ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยูหัว , เจ้าพระยายมราช(ครุฑ) , มาลิลีน มอนโร , เมาเซตุง , นายแมคมิลแลน , ดัชเชสแห่งวินเซอร์

๐ มฤตยู เป็นมหาอุจจ์ มักชอบเผชิญภัย เป็นนักกีฬา  สนใจวิทยาศาสคร์ จิตศาสตร์ รักอิสระเสรี เป็นนักคิดค้นสิ่งใหม่ๆ และขอบท่องเที่ยวไปยังดินแดงแปลกๆ   ดังดวงบุคคลสำคัญคือ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาสิริวัฒนา , สมเด็จพระศรีพัขรินทรา บรมราชินีนาถ , มหาตมคานธี , เลนิน , สุนทรภู่

ส่วนสถิติ ดาวเนปจูนกับพลูโต  เท่าที่พบมีแต่คนรุ่นใหม่ ซึ่งยังอายุน้อย ยังไม่สำแดงเกียรติคุณใดๆออกมา  จะมีก็แต่คนโบราณ อายุเกินกว่าศตวรรษหรือสองศตวรรษขึ้นไป จึงของดเว้นไม่กล่าวถึงคุณวิเศษดาวมหาอุจจ์คู่นี้ เพียงแต่คาดคะเนว่า ดาวเนปจูนเป็นดาวเกี่ยวกับสังคม เป็นเจ้าสมุทร และเป็นดาวเดกี่ยวกับความขลัง เป็นมหอุจจ์ก็คงจะแสดงความดีเด่นเป็นพิเศษในด้านนี้เป็นแน่  ดาวพลูโตก็เป็นดาวเกี่ยวกับ จิตศาสคร์ แพทย์ โหราจารย์ โบราคดี ประวัติศาสตร์ หากว่าเป็นมหาอุจจ์ ก็ย่อมแสงคุณวิเศษทางนี้อย่างแน่นอน  ส่วนราหูกับเกตุนั้น มิใช่ดาว แม้เป็นอุจจ์ก็เพียงจะสำแดงโทษหนักข้อยิ่งขึ้นเท่านั้น 

ดาวอุจจ์เมือ่ไปอยู่ราศีตรงกันข้าม ย่อมกลายเป็นนิจตกต่ำลง แก็แสดงสภาพเสื่อมของดาวนั้นๆ จะขอพรรณาอย่งย่นย่อดังนี้

อังคารเป็นนิจมักขี้โรค ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย ไม่เข้มแข็ง มักเห็นผิดเป็นขอบ แต่ก็ดีอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่บุ่มบ่าม กลายเป็นคนรอบคอบ มีเหตุผลดี และไม่ดันทุรัง

พุธเป็นนิจ มักไม่ประหยัดนัก ทำอะไรลนๆ ออกจะขาดเหตุผล บริวารมักก่อเรื่องยุ่งยากเสมอ

พฤหัสบดี เป็นนิจ มักกำพร้า ผู้ใหญ่มักให้โทษ เจ้าตัวหย่อนศีลธรรม ดีอยู่อย่างคือไม่ดื้อรั้น  เหมือนกับพฤหัสบดีเป็นมหาอุจจ์  รู้จักเข้าใจเหตุผลคดีโลกดี  มักเป็นคนดิ้นได้รอบตัวรู้จักพลิกแพลง

ศุกร์ เป็นนิจ  ความรักมักเศร้าหมอง ขีวิตอมทุกข์ เปลี่ยนคู่บ่อย มักอกหัก หญิงระวังเป็นโรดมดลูก อาภัพบุตร

เสาร์ เป็นนิจ  ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือผ่อนคลายความทุกข์ลงบ้าง  แต่ความอดทนอย่อนลง มักมีโรคประจำตัว และมักแผลงๆ ความคิดฟุ้งซ่าน


มฤตยู เป็นนิจ  มักไม่ค่อยคิดการณ์ไกล ขอบขบปัญหาเฉพาะหน้า ทำอะไรหุนหันพลันแล่น มักพลาดพลั้นเสมอ มักมีศัตรูมาก

เนปจูน เป็นนิจ  ในบั้นสุดท้ายจะกลายเป็นคนเก็บตัว แสดงอะไรต่ออะไรอยู่เบื้องหลัง มักรับอันตรายหรือรับทุกข์จากทางน้ำ

พลูโต เป็นนิจ  ทำให้ชีวิตประสบชาตากรรมผันผวน ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงที่อยู่บ่อยๆ มักระเหระหนไปยังแดนไกล และเก็บงำสมบัติไม่ค่อยอยู่  มักล้มละลาย หรือถูกโกง

ส่วนดาวเกษตรนั้นมีคำพยากรณ์แบบเดียวกับมหาอุจจ์ นั่นเอง  เช่นอาทิตย์เป็นเกษตร มักชอบจับงานใหญ่ ขอบเป็นหัวหน้า ถือตน อวดดี มีคนเกลียดชังมาก

ทำไมคนอาทิตย์เป็นเกษตรและมหาอุจจ์ จึงก่อศัตรูและมีคนเกลียดชัง ก็เพราะว่าบุคคลพวกนี้ มักจะเอาแต่ใจตนเองมักเห็นว่าไม่มีใครวิเศษไปกว่าตน ทำอะไรเป็นไปทำนองยกตนข่มท่าน เพราะอาทิตย์เป็นดาวใหญ่ เป็นผู้ให้กำเนิดดาวนพเคราะห์ทั้งปวง เป็นหัวหน้าในสิริยระบบของเรา  อาทิตย์จึงไม่ยอดลดหัวให้แก่ผู้ใด  ดวงชาตาผู้ใดถ้าดาวอาทิตย์เสื่อมคือเป็นประเป็นนิจก็ดี หรือไปสถิตอยู่ในภพอริ มรณะ วินาศนะ  ก็ดี มักไม่แบ่งและเข้ากับใครๆได้ และเป็นคนไม่ถือตัว ลูกน้องรักใคร่ การวินิจแัยดวงชาตาจึงควรเพ่งเล็งข้อนี้ให้มาก

ดาวพฤหัสบดี ก็เช่นกัน ดาวดวงนี้โบราณชนท่านใช้พิจารณาถึง บุคคลว่าใครดีมีศีลธรรมแค่ไหนก็ดูจากดาวดวงนี้ แต่ควรจะทราบให้ถ่องแท้เสียว่า  ดาวพฤหัสบดีมิใช่ตัวปัญาหรือความหลักแหลมใดๆทั้งสิ้น หากแต่เป็นดาวบ่งบองถึงคุณธรรมและความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง ดาวที่แสดงถึงสติปัญญา ปฏิภาณชวนะดีเลิศก็คือดาวพุธ ด้วยเหตุนี้เมื่อพฤหัสบดีกุมลัคนา จึงส่งผลให้บุคคลนั้ค่อนข้างโง่ทึบไม่ค่อนทันคน เนื่องจากดาวพฤหัสบดีเป็นดาวฝ่ายบวก และฝ่ายแสดงความอุดมสมบูรณ์จึงทำให้กลายเป็นโลภ หวังละโมบโดยปราศจากสติไตร่ตรองถึงอะไรควร อะไรไม่ควร

ดาวพฤหัสบดีมหาอุจจ์กุมลัคนา ยิ่งเพิ่มศัตรูและความไม่ชอบหน้า แก่บุคคลร่วมงานตน เพราะว่าดาวพฤหัสบดีเป็นเจ้าเรือนอริจากราศีธนู มากุมลัคนาเป็นมหาอุจจ์ ย่อมนำอิทธิพลความเป็นอริมาสู่ลัคนาของตนด้วย ทำให้ชีวิตประสบแต่อุปสรรคทำอะไรทือๆขาดเหตุผล อันที่จริงบุคคลพฤหัสบดกุมลัคนจะมีเหตุผลในตน หากแต่ไม่แสดงออกมาให้คนอื่นเห็น จึงกลายเป็นมักได้ในบางสิ่งบางอย่าง คือมุ่งแต่จะเอาท่าเดียวหาได้คิดไม่ว่าจะเกิดผลเสียหรือมีคนติแินนินทาแต่อย่างใดไม่ บางครั้งดาวพฤหัสบดีมหาอุจจ์กุมบัคนา อาจจะกลายเป็นคนอกตัญญูไม่บำรุเลี้ยงดู้บิดามารดาหรือผู้มีพระคุณ ทำให้เป็นที่ตำหนิแก่วงญาติ ทั้งนี้ก็เพราะเขามีความกตัญญูอยู่่ในใจ และยังไม่มีกำลังเงินและฐานะดีพอจะทำการอุปถัมภ์ตอบแทนผู้มีพระคุณ  และก็มีเหตุผลว่าท่านเหล่านั้นอยู่สบายดีแล้วมีคนเอาใจใส่ดีแล้ว ตนเองจึงไม่แสดงออกหน้าออกตาแต่อย่างไร  เพราะบุคคลดาวพฤหัสบดีไม่ชอบเล่นละคร เหตุนี้จึงถูกคนมองในแง่ร้ายเสมอ

ดาวพฤหัสบดีจะส่งผลดีให้ในมุมตรีโกณ ถ้าพฤหัสบดีส่งกระแสตรีโกณให้ จะทำให้ชีวิตรุ่งเรืองดีมาก

ดาวศุกร์ เป็นประ  ก็เช่นเดียวกับศุกร์เป็นนิจ ทำให้ชีวิตสมรสเศร้าหมอง มักกำพร้า หรือไร้คู่ หรือผิดหวังบ่อยๆ ดาวศุกร์เป็นดาวที่นำความร่าเริงบันเทิงใจมาสู่ชีวิต ถ้าอยู่ในมาตรฐานอันดี คือเป็นเกษตรหรืออุจจ์และสัมพันธ์ดีต่อลัคนา  ย่อมยังความแจ่มใสให้แก่ชีวิตอย่างแน่นอน

สภาพความเป็นประ หรือนิจนี้ ย่อมส่งผลร้ายให้ปานๆกัน เราจึงควรกำหนดจดจำ มาตรฐานดาวดีและดาวเสื่อมเหล่านี้ไว้ให้แม่นยำ เมื่อเห็นเข้าต้องดูให้ออกทันที จึงจะพายกรณ์ได้ถูกต้อง


วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

อวัยวะประจำภพของจักรราศี

โดย พลูหลวง
ปฐมภาคแห่งโหราศาสตร์
22 กุมภาพันธ์ 2514


อวัยวะประจำภพของจักรราศี

ตามจักรราศีนั้นถือว่า ลัคนาประจำจักรราศีอยู่ ณ ราศีเมษ ด้วยเหตุนี้อวัยวะประจำจักรราศี จึงเริ่มต้นจากจุดเริ่มต้นคือ ราศีเมษ  จากส่วนศีรษะเรื่อยลงไปจนถึงราศีมีนเท้่า  คล้ายจับคนมาขดไว้เป็นรูปวงกลม  ดาวพระเคราะห์เกษตรประจำจักรราศีกายวิภาพนี้ จึงเป็นตัวแทนของอวัยวะส่วนนั้นๆด้วย  อิทธิพลของอวัยวะประจำจักรราศีนี้สำคัญมาก  หากดาวบาปพระเคราะห์สถิตอยู่ราศีใดก็มักส่งผลเสื่อมแก่อวัยวะนั้นๆเสมอ

ดังตัวอย่างเช่น


จากดวงนี้ให้สังเกตว่า มีบาปเคราะห์ร้าย ๓ ๗ ๘  ไปรวมกระจุกอยู่ ณ ราศีกันย์  อันเป็นราศีเกี่ยวกับมดลูก ท้อง ฯลฯ ส่งผลให้ต้องมีการผ่าตัดมดลูกออก  ด้วยเป็นมะเร็งที่มดลูก

เนื่องจากบาผเคราะห์กุมลัคนาอยู่มาก  จุดลัคนาคือสุขภาพ  เป็นผลให้เจ้าชาตาสุขภาพไม่ดี ต้องเป็นหอบหืดประจำตัว ร่างกายอ่อนแอมาก

เจ้าชาตาถึงแก่กรรมโดยฉับพลันกระทันหัน ด้วยอิทธิพลของบาปเคราะห์ที่กุมลัคนาถึง สามดวงนั้นเอง  และข้อสำคัญขณะที่เจ้าชาตาเกิด มีดาวพลูโต เจ้าเรือนเกษตรราศีเมษภพมรณะลอยอยู่เหนือศีรษะ(ภพที่๑๐)นั่นเอง ดาวพลูโตมรณะจึงสำแดงฤทธิ์ทำให้ต้องตายโดยฉับพลัน

อิทธิพลของดาวพระเคราะห์ร้าย คือบาปเคราะห์ซึ่งจับกลุ่มกันเป็นคู่หรือมากกว่า 2 ดวงขึ้นไป  มักช่วยกันเพิ่มกำลังเบียนดวงชาตาอย่างรุนแรงมาก ดาวบาปเคราะห์ที่จับคู่หรือจับกลุ่มมีอยู่ในดวงของผู้ใด ผู้นั้นจะต้องพบอุปสรรคเสมอ ถ้าไม่มีอุปสรรคเกี่ยวกับการดำเนินวิถีชีวิต ก็จะต้องเกี่ยวกับสุขภาพของร่างกาย อันมีจุดเปราะบั่นทอนความสุขของชีวิตเป็นอย่างมาก

ดาวบาปเคราะห์ที่เล็งกันอีกอย่างหนึ่ง ย่อมมีส่วนเบียนดวงชาตาเป็นอย่างมาก ไม่แพ้ดาวกุมกันเลย



ราศีอันเกี่ยวกับเท้า คือ ราศีมีน  มีบาปเคราะห์ร้านคู่หนึ่งคือ ๓ และ ๘ ไปครองคู่ ส่งผลให้ต้องพิการที่เท้าโดยเฉพาะ  ให้สังเกตว่าดาวเนปจูน เจ้าเรือนราศีมีนเป็นประเสื่มคุณภาพด้วย จึงทำให้เรือนนั้นอ่อนแอมาก




สตรีผู้นี้ ขาพิการตั้งแต่สะโพกข้างขวาลงมา เมื่ออายุ ๕ ขวบเคยหกล้ม ขาข้างขวาหัก เลยสะโพกคราก ต้องเดินโขยกสะโพกตลอดชีวิต

ด้วกนี้เช่นกันจะเห็นว่า มีบาปเคราะห์คู่ศัตรูคือ ๑ ๓ กุมกันอยู่ที่ราศีมังกร ซึ่งเป็นอวัยวะเกี่ยวกับขา หรือกึ่งกลางขาโดยตรง ย่อมให้โทษมาก  อีกประการหนึ่งดาว ๗ เจ้าเรือนก็เป็นประ หมดคุณภาพจะคุ้มครองเรือนตนได้




สตรีผู้นี้ปากจัดด่าหยาบคาย  ด่าผัวเป็นประจำวัน  เลยถูกพี่เขยยิงกรอกปากตายขณะกินข้าว  ให้สังเกตว่าราศีเมษเป็นราศีถูกเบียนอย่างหนัก คือ ดาว ๗ เป็นนิจไปครองราศีตน  และกาว ๕ เจ้าเรือนภพวินาศนะจ่ากราศีธนูก็มาครองอยู่  ดาว ๕ จึงสำแดงความเป็นวินาศนะร่วมกับดาวเสาร์ด้วย ดาวพลูโตเกษตรราศีเมษก็ถูกดาว ๑ มรณะ(เจ้าเรือนมรณะราศีสิงห์) มากุมทำลายอยู่ ย่อมบั่นทองอย่างหนัก  อังราศีเมษหมายถึงศีรษะ เจ้าชาตาจึงได้รับอันตรายเบื้องศีรษะนั้น




ขาซ้ายเป็นโปลิโอ ต้องผ่าตัด

ดวงนี้ ราหูครองอยู่ราศีธนูเป็นจุดเปราะอย่างหนึ่ง  ทั้งนี้เพราะดาว ๕ เจ้าเรือนราศีธนูไปกุมดาวมฤดยูบาปเคราะห์และเป็นดาวอริ (เจ้าเรือนภพอริราศีกุมภ์) จึงเกิดโทษมาก  ราศีธนูหมายถึงขาและโคนขา อันตรายจึงอยู่ที่นั่น





วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ลัคนา

โดย พลูหลวง
ปฐมภาคแห่งโหราศาสตร์
๒๒  กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔

ในตำราโบราณมักจะเขียนว่า ลักขณา อันเป็นคำเดียวกับลักษณะ หมายถึงว่า ผู้มีลัคนาอยู่ ณ ราศีใด ก็จะมีลักษณะโน้มเอียงไปตามราศีนั้นๆ

ลัคนาคือ จุดอุทัยของราศีอันโผล่พ้นขอบฟ้าในขณะเกิด ทางทิศตะวันออก ด้วยเหตุนี้เมื่อผู้ใดเกิดขณะพระอาทิตย์ขึ้นประมาณ ๖ โมงเช้า จึงมีอาทิตย์กุมลัคนนา ทั้งนี้เพราะราศีที่ลักคนาเกาะอุทัยขึ้นขอบฟ้าทิศตะวันออกกับอาทิตย์อุทัยพร้อมๆกัน  เมื่อหาลัคนาได้ก็จะเกิดภพต่างๆขึ้นโดยอัตโนมัติ คือ

ราศีที่ลัคนาอุทัย  เป็นภพที่ ๑
ราศีกลางฟ้าขณะเกิด เป็นภพที่ ๑๐
ราศีสุดขอบฟ้าตะวันตก เป็นภพที่ ๗

หากว่าเกิดตอนเที่ยงวัน อาทิตย์จะอยู่ตรงศรีษะ นั่นก็คืออาทิตย์อยู่ยังภพที่ ๑๐ ของดวงชาตา
หรือถ้าหากเกิดเวลาอาทิตย์กำลังตกดินเวลาประมาณ ๖ โมงเย็น ดวงอาทิตย์จะเล็งลัคนา หรืออยู่ในภพที่ ๗
หากเกิดเวลาเที่ยงคืน อาทิตย์จะอยู่ใต้โลกกึ่งกลางพอดี คือภพที่๔

กล่าวง่ายๆก็คือ ตั้งแต่ภพที่ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ นี้ เป็นภพลับขอบฟ้าไปแล้วอยู่ใต้โลก เป็นฝ่ายอดีตกรรมบันดาล
ส่วนภพที่ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ คือ ราศีอันลอยอยู่เต็มฟ้าขณะเกิด คือ ปัจจุบันกรรม

ถ้าภพฝ่ายอดีตกรรม มีดาวศุภเคราะห์ให้คุณตั้งอยู่มากก็แสดงว่ามีกรรมเก่ามาดี สนับสนุนให้สมบูรณ์พูนสุขในปัจจุบันชาติ มักจะมั่งมีทรัพย์สินศฤงคารต่างๆ

แต่ถ้าภพฝ่ายปัจจุบันกรรม มีดาวอันให้คุณสถิตอยู่มากก็แสดงว่า ผู้นั้นจะมาสร้างตนเองให้เป็นใหญ่เป็นโตขึ้น และรุ่งเรืองขึ้นได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง

ความหมายของภพ

ภพที่๑  คือลัคนา ภพที่๒ คือราศีถัดไปตามวิถีจักร หรือนับทวนเข็มนาฬิกา ถัดออกไปเป็นภพที่ ๓ ๔ ๕ ๖ ฯลฯ ตามลำดับ ภพแต่ภพมีความหมายลึกซึ้ง และเป็นเหตุสำคัญที่จะหยิบยกมาแสดงพยากรณ์ให้กว้างขวางออกไป

ภพที่๑ ตนุ คือ ลัคนา หมายถึงตัวตน สุขภาพ เคราะห์ดีร้ายต่างๆ ตลอดลักษณะรูปร่างของเจ้าชาตา

ภพที๒ กฎุพะ คือการเงิน หมายถึงรายได้ ทั้งจากการงาน หรือจะเป็นลาภลอยก็ตาม รวมทั้ง อนรรฆมณีมีค่าต่างๆอันเป็นสมบัติส่วนหนึ่งของมนุษย์อีกด้วย นอกจากนี้ยังหมายถึงการเจรจา และสิ่งอันนำวิถึชีวิต ถ้ามีดาวอยู่ในภพนี้โบราณเรียกว่า ศูนยะพาหนะ คือ เครื่องนำวิถีชีวิตนั่นเอง

ภพที่๓  สุหัชชะ แปลว่า เพื่อน  หมายถึง เพื่อนบ้าน ข่าวสารการเดินทางใกล้ๆ พวกพ้อง ญาติมิตร

ภพที่๔  พันธุ คือญาติ ภพนี้มีความหมายกว้างขวางและสำคัญมาก หมายถึงบ้านเรือนและอสังหาริมทรัพย์ทั้งปวง เช่น ที่ดิน เรือกสวน ไร่นา รวมทั้งยวดยานพาหนะ หมายถึง มารดาในดวงชาย หมายถึง บิดาในดวงหญิง

ภพที่๕  ปุตตะ คือบุตร หรือผู้เยาว์วัยในปกครองของเจ้าชาตา รวมทั้งสัตว์เลี้ยงบนบ้าน เช่น สุนัข แมว ด้วย

ภพที่๖ อริ คือศัตรู หรือ คู่แข่งขัน ผู้แสดงตนเป็นประโยชน์กับเรา อุปสรรคต่างๆ

ภพที่๗ ปีตนิ คือคู่ครอง หรือคู่หมั้นหมาย

ภพที่๘ มรณะ คือความตาย ความเจ็บไข้ และมรดก

ภพที่๙ ศุภะ หมายถึงความดี เป็นภพแห่งการถือบวช การเลื่อนยศตำแหน่ การเดินทางไกล การยกย่องสรรเสริญ บิดาในดวงชาย มารดาในดวงหญิง

ภพที่๑๐ กัมมะ คือ การงาน

ภพที่๑๑ ลาภะ คือ ลาภ หรือ ผู้สนับสนุน เพื่อนสนิท หรือ คู่รัก

ภพที่๑๒ วินาศนะ คือ ความเร้นลับไม่เปิดเผย การถูกคุมขัง การล้มละลาย และศัตรูที่ไม่เปิดเผย ตลอดจนทรัพย์สินหรือภรรยาลับๆ

ภพหลักของดวงชาตา ก็คือ ภพที่๑ ตนุ  ภพที่๔ พันธุ  ภพที่๗ ปัตนิ และภพที่๑๐ กัมมะ  กล่าวคือ นอกจากลัคนาแล้ว ภพที่๔ อันเป็นหลักฐานบ้านเรือนย่อมสำคัญ ด้วยจะเกิดความมั่นคง มั่งมีศรีสุขอย่างไรย่อมดูจากภพนี้  และภพที่๑๐ คือการงาน ถ้าดีเด่นก็ย่อมบันดาลให้ชีวิตรุ่งโรจน์ ส่วนอื่นๆก็ดีขึ้นหมด  ภพที่๑๐ จึงถือว่าสำคัญที่สุด ส่วนภพที่๗ คู่ครองก็สำคัญมาก ถ้าได้คู่ครองดีย่อมเป็นศรีแก่ตนเกิดความมั่นคงแก่ชีวิตและครอบครัว หาได้คู่ชั่วย่อมจะทำให้ชีวิตเศร้าหมองวอดวายหรือมิฉะนั้นก็ล่มจมไปเลย

ภพที่๑๐ เป็นภพสำคัญที่สุด ดาวใดที่สถิตอยู่ยังภพนี้ ย่อมมีอิทธิพลต่อชีวิตอย่างใหญ่หลวง อาจบันดาลให้ชีวิตหันเหไปตามอิธิพลของดาวนั้น เช่นดาวอังคาร(๓) อยู่ตรงศรีษะขณะเกิด(ภพที่๑๐) มักมีอันตราย มักประสบอุบัติเหตุหรือมีการผ่าตัด มักประกอบอาชีพเป็นทหาร ศัลยแพทย์ หรือ วิศวกร ถ้าดาพุธอยู่ในภพนี้ มักสนใจทางหนังสือ งานประพันธ์ หรือการพูด การเจรจา  ดาวศุกรอยู่ภพที่๑๐ สนใจทางศิลปะ หรือจะเป็นศิลปิน ดังนี้เป็นต้น

ภพและความสัมพันธของภพ

ภพแต่ละภพมีส่วนสัมพันธ์กันตามมุมร่วมธาตุของแต่ละภพ ภพที่เป็นหลักก็คือ ภพที่ ๑ลัคนา ภพที่๔ ภพที่๗ และภพที่๑๐ ภพอืนจึงเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น



สมมุติว่าลัคนาอยู่ราศีเมษ  ราศีเมษจึงเป็น ภพที่๑ ภพอื่นจึงอยู่ถัดไปตามวิถีจักร ตามลำดับ

ให้พิจารณาภพหลักทั้ง ๔ ไปตามลำดับดังนี้

ภพที่๑ คือตนุ อันเป็นตัวตนของเจ้าชาตา ในมุมร่วมธาตุคือ ภพที่๕ปุตตะ และ ภพที่๙ คือบิดาหรือมารดา  จะเห็นว่าเจ้าชาตา บุตร และบิดามารดา ย่อมมีส่วนสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ทั้งสามประการจึงมีส่วนรับเคราะห์แทนกันได้ และมีส่วนช่วยพยุงซึ่งกันและกัน

เช่น เจ้าชาตาได้บุตรดีมีเชื่อเสียง ก็ย่อมทำให้เจ้าชาตามีหน้าดาและฐานะดีขึ้นกว่าเดิม มีคนยกย่องนับหน้ถือตาจากบุคคลที่ยกย่องในบุตรของตน และบิดามารดาของตนก็ย่อมมีส่วมร่วมในบารมีนั้นด้วย  หรือถ้าเจ้าชาตาได้บิดามารดามีฐานะดีมีมรดกก็มีส่วนทำให้เจ้าชาตามีความเป็นอยู่ดี ฐานะดี และท้ายที่สุดก็ได้มรดกของบิดามารดา  จึงเห็นได้ว่า ภพที่ ๑ ๕ ๙ จึงมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด  เมื่อมีดาวดีโคจรมาถึง ภพใดภพหนึ่งย่อมทำให้อีกสองภพได้ผลดีร่วมด้วย หรือถ้ามีดาวยร้ายโคจรถึง ก็ต้องสะเทือนไปหมดเช่นกัน

ภพที่๔ คือบ้าน หลักฐานที่ดินของเจ้าชาตา ย่อมสัมพันธ์กับภพที่๘ มรณะ และภพที่๑๒ วินาศนะ อันเป็นภพที่แสดงความไม่เปิดเผย

ภพที่๘ มรณะคือมรดงและทรัพย์สิน ที่ได้มาจากบุคคลที่ถึงแก่กรรม ซึ่งตรงกับภพที่๔ อันเป็นอสังหาริมทรพัย์ในปัจจุบันของเจ้าชาตา ส่วนภพที่๑๒ นั้นเป็นสินอันไม่เปิดเผยของเจ้าชาตา เข่าเจ้าชาตาอาจจะไปมีบ้านลับๆ มีภรรยาน้อย หรือ มีที่ดินในที่ไม่เปิดเผยบางแห่ง ก็มีส่วนสัมพันธ์เช่นเดียวกับภาพที่๔ คือบ้านอันเปิดเผย นั่นเอง  ทั้งสามภพนี้ย่อมสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด  และมีความหายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกัน เช่น เจ้าชาตามีบ้านปัจจุบัน บ้านเก่าของบิดามารดา และบ้านในชนบทหรือบ้านคากอากาศริมทะเล เราก็จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับเรื่องคือ บ้านที่อยู่บัจจุบันคือภพที่๔ บ้านบิดามารดาคือภพที่๘ ส่วนบ้านชายทะเลหรือบ้านพักร้อน หรือบ้านภรรยาน้อย คือภพที่๑๒

ภพที่๗ คือภรรยาคู่ครองหรือผู้ร่วมใจ ย่อมสัมพันธ์กับภพที่ ๑๑ และ ภพที่๓  ในมุมร่วมธาตุอย่างใกล้ชิต เพราะทั้งสามภพนี้หมายถึง ผู้ร่วมใจทั้งสิ้น  ภพที่๓ คือเพื่อน    ภพที่๗ คือคู่รัก มิตรสนิท หรือ สามีภรรยา   ภพที่๑๑ คือเพื่อนสนิท หรือผู้สนันสนุนส่งเสริม

ความสัมพันธ์ ก็เปลี่ยนแปลงได้  เร่ิมต้นเมื่อชายหรือหญิงพบเพศตรงข้ามก็เริ่มคบหาเป็นมิตรก่อน ต้องดูภพที่๓ ต่อมาเมื่อสนิทสนมช่วยเหลือกันได้ ต้องดูภพที่๑๑

ภพที่๑๐  คือการงาน  และการกระทำ  การดำเนินวิถีชีวิตของเจ้าชาตา ซึ่งเป็นภพที่สำคัญที่สุดของเจ้าชาตา  ย่อมเกี่ยวพันกับภพที่๒ คือการเงินหรือรายได้  และภพที่๖ คือบริวารผู้ร่วมงานหรือผู้ร่วมประสานงาน  จะเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น  เพราะเมือเจ้าชาตางานดี(ภพที่๑๐)  ย่อมมีรายได้ดี(ภพที่๒) และผู้ร่วมทุนหรือกิจากรที่อยู่ในเครือเดียวกันย่อมดีขึ้น ลูกน้องบริวารก็มีส่วนดีขึ้นด้วย(ภพที่๖)  ถ้าบริวารไม่ดี ทรยศหักหลัง(ภพที่๖) ย่อมทำให้การงาน(ภพที่๑๐) ล้มเหลว และส่งผลต่อรายได้(ภพที่๒) ลดลงด้วย

การพิจารณาถึงภพในมุมร่วมธาตุจึงสำคัญที่สุด เมื่อมีสิ่งใดมากระเทือนไม่ว่าดีหรือร้าน ย่อมส่งกระแสถึงกันและกันโดยตลอด เมื่อศึกษาโหราศาสตร์จะต้องคำนึงเรื่องนี้เป็นหลัการใหญ่ อย่างไรก็ดีภพทุกภพย่อมมีส่วนสัมพันธ์กันเป็นลูกโซ่  เมื่อพิจารณาถึงภพใดๆ ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงส่วนอื่นอันจะมีส่วนมาเกี่ยวพันด้วยเสมอ


วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทักษา

โดยพลูหลวง
ปฐมภาคแห่งโหราศาสตร์
๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔



ทักษา คือ ระบบการไล่วันทั้งเจ็ดตามแบบโบราณ  ผู้เกิดวันใดก็จะต้องไล่วันไปตามแผนผัง ก็จะรู้ได้ว่าวันใดดี หรือวันใดไม่ดีสำหรับตน ตัวเลขของวันไปตรงกับดาวอะไรก็จะบ่งบอกลักษณะของดาวนั้นๆ ด้วยแผนผังข้างบน

การนับให้นับเวียนทางขวามือ หรือตามเข็มนาฬิกา เช่น เกิดวันจันทร์ ก็ต้องนับจันทร์เป็นภูมิแรกเป็นบริวาร ภูมิอังคารถัดมาเป็นอายุ และถุดไปเป็น เดช ศรี มูละ อุตสาหะ มนตรี และกาลกิณี ตามลำดับ 

บริวาร หมายถึง   พวกพ้อง บุตร คนที่ต่ำกว่าเรา
อายุ    หมายถึง    สุขภาพของเจ้าชาตา อายุ และความเป็นอยู่
เดช    หมายถึง    อำนาจ ความเข้มแข็ง กระตือรือร้นต่างๆ
ศรี      หมายถึง    การยกย่อง ความดี คุณความดีต่างๆ และ ความอุดมสมบูรณ์
มูละ    หมายถึง   ถิ่นฐานบ้านเรือน ญาติ ที่ดิน
อุตสาหะ หมายถึง   การงาน  ความพยายามของชีวิต
มนตรี     หมายถึง  ผู้ใหญ่ ที่พึ่ง  หรือถ้าผู้หญิงหมายถึงคู่ครอง
กาลกิณี  หมายถึง  สิ่งขัดข้อง ความชั่วร้าย สิ่งอันให้โทษแก่ดวงชาตา

เลขใดตรงกับดาวอะไร ในดวงชาตาใครก็ถือว่า ดาวนั้นๆ คือสิ่งอันตรงกับแผนผังที่ไล่ไปตามวันเกิดนั่นเอง เช่น

เกิดวันจันทร์  จันทร์(๒) เป็นบริวาร อังคาร(๓) เป็นอายุ  พุธ(๔) เป็นเดช  เสาร์(๗) เป็นศรี   พฤหัส(๕) เป็นมูละ  ราหู(๘) เป็นอุตสาหะ  ศุกร์(๖) เป็นมนตรี และ อาทิตย์(๑) เป็นกาลกิณี

เกิดวันพฤหัส  ไล่เวียนขวาไปตามลำดับก็จะได้ดังนี้คือ พฤหัส(๕)เป็นบริวาร ราหู(๘)เป็นอายุ  ศุกร์(๖)เป็นเดช  อาทิตย์(๑)เป็นศรี  จันทร์(๒)เป็นมูละ  อังคาร(๓)เป็นอุตสาหะ  พุธ(๔)เป็นมนตรี  และ เสาร์(๗)เป็นกาลกิณี

ระบบทักษานี้เป็นที่นิยมยกย่องกันมาก ในวงการโหรไทย สามารถนำมาทำนายดวงชาตาได้อย่างกว้างขวางทั้งพื้นดวงและดาวจร และยังเล่นพิสดารเปลี่ยนทักษาไปทุกๆปี นับตั้งแต่ปีกำเนิดเริ่มภูมิแรกที่วันเกิด อายุสองขวบก็คือภูมิถัดไปนั่นเอง เช่นเกิดวันจันทร์นับ ๑ ขวบ ที่ภูมิจันทร์ พออายุย่างเข้า๒2 ขวบ ต้องถือภูมิอังคารแล้วเริ่มนับทักษาใหม่ เอาอังคารเป็นบริวาร พุธเป็นอายุ ฯลฯ นับต่อไปตามลำดับ เมือเวียนไปถึงภูมิอาทิตย์ ท่านบังคับให้ย้อนเข้าภูมิกลางเสียก่อน ๑ ปี แล้วจึงต่อไปที่ภูมิจันทร์ เวียนไปเรื่อยๆตามอายุ การที่ต้องนับวกเข้าภูมิกลางซึ่งเรียกว่าภูมิ เหตุนี้ทำให้เป็นเหตุยุ่งยาก นักโหราศาสตร์ต่างก็ถกเถียงกันเสนอข้อคิดต่างๆว่า เมื่อเข้าภูมิกลางจะเริ่มนับบริวารที่ไหน บ้างก็ว่านับที่ภูมิพฤหัส บ้างก็ว่าอย่างอื่น ต่างคนก็ถกเถียงไปมาไม่ยุติลงได้

โหรหลายคนที่เก่งๆจึงบอกศาลา ไม่ยอมเล่นทักษาจรเพราะเอาส่ำไม่ได้ คงเล่นแต่ทักษาวันเกิดเพียงเท่านั้น เพราะไม่ยุ่งยากอะไร อีกประกาหนึ่งการจัดภูมิทักษาของไทยก็น่าอัศจรรย์ มีส่วนถูกต้องพอเชื่อถือได้ อย่างไรก็ดีโหรสากลและโหรรุ่นใหม่หลายคนปัดทักษาทิ้งไปเลยไม่ยอมเล่น  โดยพิจารณาถึงคุณภาพของดาวพระเคราะห์แต่อย่างเดียวเท่านั้น

แม้จะมีคนตำหนิกันมาก แต่ก็ยังหาตัวผู้คัดค้านอย่างมีเหตุผลไม่ได้ จึงขอเสนอทักษาไว้ให้ท่านผู้อ่าน เพื่อช่วยกันพิสูจน์ค้นคว้าต่อไป เพราะเรื่องทักษาและทิศประจำภูมิทักษานี้มีอยู่ในคัมภีร์โหรโบราณ และมีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์หลายตอนด้วยกัน ย่อมจะมีส่นสำคัญเป็นทีเด็ดของโหรไทยอยู่ ถ้าไม่ดีจริงคงจะไม่นิยมยืนนานนับเป็นหลายร้อยปี เช่นนี้เป็นแน่  สำหรับตัวข้าพเจ้ายังคงใช้ทักษาเฉพาะทักษาเดิม ส่วนทักษาจรไปตามปีนั้นเลิกเล่นโดยสิ้นเชิง



ทิศประจำภูมิต่างๆ นี้ ชนโบราณนับถืออย่างมาก ถือว่าทำอะไรไม่ถูกต้องโฉลกตามทักษามักเกิดโทษ เช่นเกิดวันจันทร์ ภูมิอาทิตย์คือทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นกาลกิณี จะเดินทางไปทำมาหากินทิศนี้ หรือยกทักทัพ หรือเดินทางผจญภัยย่อมเกิดโทษ  แต่ภูมิอาทิตย์นี้ย่อมเหมาะสำหรับคนเกิดวันพฤหัสบดี เพราะจะทำให้ภูมิอาทิตย์หรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นศรี ย่อยเกิดคุณเอนกประการแก่คนเกิดวันพฤหัสบดีนี้

คนสมัยใหม่นิยมใช้ทิศประจำภูมิทักษานี้ประกอบในการปลูกบ้านใหม่ หรือตั้งโต๊ะทำงาน หรือออกรถใหม่ โดยจะไม่ยอมหันไปสู่ทิศกาลกิณีต่อวันเกิดของตนเป็นอันขาด ส่วนทิศอื่นๆนั้นย่อมไม่เกิดโทษแต่ประการใด

เรื่องของวันให้คุณและให้โทษก็เช่นกัน ทานถือเป็นข้อยกเว้นตายตัวว่า คนเกิดวันใด ห้ามมิให้ทำงานมงคลหรือเริ่มกิจการสำคัญ ในวันกาลกิณีของตนเป็นอันขาดดังนี้

คนเกิดวันอาทิตย์ ห้ามทำการ วันศุกร์ หรือ ทิศเหนือ
คนเกิดวันจันทร์ ห้ามทำการ วันอาทิตย์ หรือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
คนเกิดวันอังคาร ห้ามทำการ วันจันทร์ หรือ ทิศตะวันออก
คนเกิดวันพุธ(กลางวัน) ห้ามทำการ วันอังคาร หรือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้
คนเกิดวันพฤหัสบดี ห้ามทำการ วันเสาร์ หรือทิศตะวันตกเฉียงใต้
คนเกิดวันศุกร์  ห้ามทำการ วันพุธกลางคืน หรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
คนเกิดวันเสาร์  ห้ามทำการ วันพุธ  หรือ ทิศใต้
คนเกิดวันพุธกลางคืน  ห้ามทำการวันพฤหัสบดี หรือ ทิศตะวันตก

วิธีสังเกตภูมิทักษา สังเกตง่ายโดยดูภูมิแผนผัง ทิศศรีและทิศกาลกิณะจะต้องเล็งกันหรืออยู่ตรงข้ามกันเสมอ โบราณถือเป็นดาวธาตุเดียวกัน ท่านแยกแยะธาตุไว้ดังนี้

๑ กับ ๗  ธาตุไฟ
๒ กับ ๕  ธาตุดิน
๓ กับ ๘  ธาตุลม
๔ กับ ๖  ธาตุน้ำ

ต่างก็จับคู่เป็นธาตุเดียวกัน และถือว่าดาวคู่นี้เมื่อกุมกันย่อมให้คุณ ยิ่งอยู่ในราศีธาตุเดียวกันแล้วย่อมให้คุณยิ่งใหญ่มาก เรืยกว่าอสีติธาตุ  แต่บัดนี้เรื่องธาตุมีข้องพิจารณาแยกแยะเปลี่ยนแปรไป ด้วยมีดาวใหม่เพิ่มขึ้นอีก ๓ ดวง คือ มฤตยู เนปจูน และ พลูโต และมีเกษตรประจำเรื่อนราศีแน่นอน ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องดาวพระเคราะห์ครอง ๒ เรือนอีกต่อไป จึงให้ดาวเกษตรในราศีนั้นๆครองธาตุประจำราศีแน่นอนเสียเลย เมือนำมาทำนายแล้วได้ผลแม่ยำมาก ซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างหน้า


วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ฤกษ์งามยามดีสำหรับศิลปิน


โดย พลูหลวง

บทความชิ้นนี้เขียนขึ้นสำหรับนักศึกษาผู้เลื่อมใสในโหราศาสตร์ เพื่อจะได้เป็นคู่มือปฏิบัติตนของท่านสืบไป ส่วนท่านที่ไม่สนใจและเกลียดในเรื่องนี้ โปรดรีบผ่านไปเสียเร็วๆ เพราะนอกจากหาประโยชน์อะไรแก่ท่านมิได้แล้ว ท่านอ่านแล้วเกิดกว่าววาจาผรุสวาทดูหมิ่นเหยียดหยามขึ้นมาแล้ว ท่านเองจะเป็นฝ่ายเคราะห์ร้าย จะได้รับคำสาปแช่งจากพระผู้เป็นเจ้าเบี้องบนถึงแก่วิบัติต่างๆ

โอม นโม ภควเตวาสุเทวาย ขอน้อมน้อมหัวใจ 12 ราศี ถวายสักการะแด่พระมหาพรหมผู้รังสฤษดิ์มวลชีวิตและสรรพวิชาการต่างๆ ตลอดจนบูรพจารย์ผู้รจนาพระคัมภีร์ โหราศาสตร์ ด้วยเทอญฯ

สิทธิการิยะ ท่านว่าบุคคลใด ผิวจะเขียนรูปภาพก็ดี ปั้นแกะสลักก็ดี ท่านพึงให้กล่าวคาถา 2 คาบ โดยตั้งนโมเสียก่อน 3 จบ ดังนี้
"รูปะขันโทโสทายะ นะนิมิโสจิต"

ผิวท่านจะเปิดงานแสดงภาพเขียน ณ ที่ใดๆ ก็ตาม ท่านให้ภาวนาพระคาถาดังนี้
" ราชานังปิยังมะมะ ปุริสานังปิยังมะมะ บัญฑิตตานังปิยังมะมะ หังระอะ"

พระคาถานี้ท่านให้ภาวนาในตอนเช้าตรู่ ก่อนจะไปทำพิธีเปิดการแสดง โดยจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยเสียก่อน แล้วจึงภาวนาพระคาถานี้ตามกำลังวันคือ
วันจันทร์ 15 คาบ
วันอังคาร 8 คาบ
วันพุธ 17 คาบ
วันพฤหัส 19 คาบ
วันศุกร์ 21 คาบ
วันเสาร์ 10 คาบ
ถ้าท่านกระทำดังนี้แล้ว นานาศิริมงคล ความมีเมตตามหานิยมจะบังเกิดขึ้นแก่ท่าน ดีนักแล

ผิวท่านเกิด
วันอาทิตย์ อย่างพึงเปิดงานแสดงศิลป วันศุกร์
วันจันทร์ อย่างพึงเปิดงานแสดงศิลป วันอาทิตย์
วันอังคาร อย่างพึงเปิดงานแสดงศิลป วันจันทร์
วันพุธ อย่างพึงเปิดงานแสดงศิลป วันอังคาร
วันพฤหัสบดี อย่างพึงเปิดงานแสดงศิลป วันเสาร์
วันศุกร์ อย่างพึงเปิดงานแสดงศิลป วันพุธกลางคืน
วันเสาร อย่างพึงเปิดงานแสดงศิลป วันพฤหัสบดี
วันพุธกลางคืน อย่างพึงเปิดงานแสดงศิลป วันศุกร์
หากท่านผู้ใดมิเชื่อ ขืนเปิดแสดงตามวันกาลกรรณีของตนดังนี้แล้ว ท่านว่าจะต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน อีกประการหนึ่ง การโกลาหลจะบังเกิดขึ้นจนท่านร้อนรุ่ม มิอาจจะตั้งมั่นในบารมีความเป็นศิลปินของท่านได้แล

ลำดับนี้ว่าด้วย ทิศศรี อันพระอาจารย์ได้กล่าวไว้เป็นนัยพิสดารดังนี้
ผิวผู้ใดจักเปิดแสดงภาพในวันอาทิตย์ ระหว่าพิธีกรรมเปิดการแสดงนั้นท่านให้บุรุษผู้นั้น แปรพักตร์ไปสูเบื้องทิศศรี คือ ทิศทักษิณ(ใต้) จะเป็นสิริมงคลนักแล
ผิวเป็นวันจันทร์ ท่านให้หันหน้าสู่เบื้องทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้)
วันอังคาร ท่านให้หันหน้าสู่เบื้องทิศปัจจิม (ตะวันตก)
วันพุธ ท่านให้หันหน้าสู่เบื้องทิศพายัพ(ตะวันตกเฉียงเหนือ)
วันพฤหัสบดี ท่านให้หันหน้าสู่เบื้องทิศอิศาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ)
วันศุกร์ ท่านให้หันหน้าสู่เบื้องทิศอาคเณย์ (ตะวันออกเฉียงใต้)
วันเสาร์ ท่านให้หันหน้าสู่เบื้องทิศอุดร (เหนือ)
ท่านว่าจักจำเริญด้วยทรัพย์สินเงินทอง และเป็นสุขสวัสดิ์มงคลดีนัก

จักสำแดงพระคัมภีร์โดยพิสดารต่อไป พระคันถรจนาอาจารย์ อธิบายความในบทอุปมัยว่า สิริ คือ บุญอันประเสริญสำหรับบุรุษ บุรุษผู้มีสิริอยู่ในตน ย่อยังความเจริญในโภคสมบัติ และอิสริยยศนานา ประการฉันใด ภาพเขียนอันยอดเยี่ยม ของนายช่าง จิตรกร ย่อมคือสิริ ในห้องแสดงภาพ ฉันนั้น

ดังนี้ท่านจิตรกรผู้หวังใน สิริ คือ งานชิ้นเยี่ยมของตน บังเกิดมงคลอันใหญ่หลวงต่อการแสดงภาพของตนแล้ว ท่านควรจะติดตั้งงานชิ้นเยี่ยมของตนบนผนังเบื้องทิศศรี ตามวันกำเนิดของตน ตามนัยที่ได้แสดงพิสดารมาแล้วนั้ อาทิเช่น บุรุษผู้เกิดวันอาทิตย์ พึงประดิษฐานภาพเอกศิลปของตนไว้เบื้องทิศทักษิณ(ใต้) ของห้องแสดงภาพ ส่วนบุรุษผู้เกิดวันจันทร์ ควรตังไว้เบื้อทิศหรดี(ตะวันตกเฉียงใต้) ของห้องแสดงภาพ ฯลฯ ตามนัยเดียวกับที่ได้แสดงไว้เบื้งบนแะนี้ แล.

เสฎ์ขันติ รัตนัง โลเก วันทิต์ยวา ปการณัง อิมัง เลขา สมุทยัง กริสสามิย ถาพลัง

อาจารย์ศิลป์ กับ ลูกศิษย์ (ตอน5)


โดย ประยูร อุลุชาฎะ

กำเนิดโรงเรียนศิลปศึกษา

การก่อตั้งโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร หรือ โรงเรียนศิลปศึกษา ขึ้นมานั้น เกิดขึ้นจากการที่นักศึกษาที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปกรในระยะแรกๆนั้น สำเร็จออกไปได้น้อยมาก น้อยมากจริงๆ บางคนถูกรีไทร์ออกไปและเสียอนาคตกันไปหลายคน เพราะมหาวิทยาลัยศิลปากรเข้มงวดด้านคุณภาพมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้คิดที่จะให้มีโรงเรียนเตรียมของมหาวิทยาลัยขึ้นมา โดยในชั้นแรกส่งอาจารย์จากมหาวิทยลัยศิลปากรไปสอนที่โรงเรียนเพาะช่าง สอนพวกที่จะมาเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากรเพื่อที่จะได้คนที่ดีมีคุณภาพมาเรียน ก็ได้ผล จำนวนนักศึกษาที่จะถูกคัดออกไปในตอนสุดท้ายมันก็น้อยลง นักศึกษาสอบตกน้อยลง และนั่นเป็นโรงเรียนเตรียมในระยะแรก

สำหรับที่เกี่ยวกับผมนั้น เรื่องก็มีอยู่ว่า ตอนนั้นผมจบปีที่5 แล้ว แต่สมัยนั้นไม่มีการให้ปริญญา ผมก็ออกไปสอนอยู่ที่โรงเรียนศิริศาสตร์ แต่พวกเราก็เหมือนๆกันทุกรุ่น คือจะไปทำงานอยู่ที่ไหนก็มักจะต้องแวะเวียนมาที่มหาวิทยาลัยเพื่อพบปะเพื่อนฝูง และครูบาอาจารย์

วันหนึ่ง ผมก็เจอกับอาจารย์ศิลป์ ท่านก็เรียกผมไปพูดว่า ท่านจะตั้งโรงเรียนเตรียม แล้วจะให้ผมเป็นคนทำหลักสูตร ตลอดจนควบคุมดำเนินงานทั้งหมด เรียกว่าไว้วางใจทุกอย่าง ท่านถามผมว่า "นายจะทำได้ไหม" ผมก็บอกว่าผมทำได้ แต่ผมต้องลาออกจากโรงเรียนศิริศาสตร์ ท่านก็บอกว่าให้ลาออกซิ มาทำที่นี่เลย ผมก็ลาออกมาช่วยอาจารย์

ตอนนั้น ยังไม่มีสถานที่ของโรงเรียน ก็เลยขออาศัยสถานที่ในมหาวิทยาลัยศิลปากรนั่นแหละ ตอนแรกก็มีแต่แผนกจิตรกรรม อีก 2 ปี ต่อมาจึงมี แผนกโบราณคดี แล้วจึงมี แผนกช่างสิบหมู่ ปัจจุบันก็เปลี่ยนชื่อเป็น " โรงเรียนช่างศิลป์ "

อาจารย์ศิลป์ กับ ลูกศิษย์ (ตอน4)


โดย ประยูร อุลุชาฎะ

พลังอำนาจ

ตอนผมเรียนอยู่ปี5 มีเหลืออยู่ 2 คนเท่านั้น คือผมกับไพบูลย์ สุวรรณกูฏ อาจารย์สิลป์ท่านก็สอน Critic กับ Aesthetic ท่านก็เอาหนังสือมาแปลให้ฟัง ให้ดู ท่านบอกว่า การที่เราจะพิจารณาถึงความแตกต่างของศิลปิน เราจะต้องพิจารณาดูที่ Force หรือพลังอำนาจด้วย แล้วท่านก็เปิดเพลงบีโธเฟน บอกว่าเขาเหนือกว่าใคร เพราะอะไร ก็เพราะเขามี Force มีพลังอำนาจ ท่านพูดถึง ไมเคิลแอนเจโล ด้วย ไอ้ผมก็พูดว่า ไมเคิลแอนเจโล เขียนรูปดีก็จริง แต่บางทีดูแล้วมันเหมือนรูปปั้น รูปสลักลอยเคว้งคว้าง แต่ ราฟาเอล ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่ดูจะเป็นจิตรกรรมมากกว่าของ ไมเคิลแอนเจโล

อาจารย์ศิลป์ ท่านก็บอกว่า ท่านหมายถึงพลังอำนาจบางอย่างที่มีอยู่ในงาน ไอ้เราตอนนั้นก็คงยังไม่เข้าใจอะไรลึกซึ้งนัก ท่านก็บอกว่าเอาละไม่เป็นไร แล้วท่านก็พูดเรื่องอื่นต่อไป

ภายหลังผมมาเข้าใจดี เมื่อตอนไปยุโรป ไปที่วังวาติกัน กรุงโรม ผมเดินดูภาพแต่ละห้อง ขณะนั้นนักท่องเที่ยวต่างก็เดินผ่านๆไป ไม่สนใจรูปอะไรๆมากนัก แม้จะเป็นรูปของราฟาเอล หรือ ของบอทติเซลลิก็ตาม ทุกคนมุ่งไปที่วิหารซีสตีน ที่ไมเคิลแอนเจโลเขียนภาพไว้ แล้วก็ไปตกคลั่กอยู่ในวิหารนั้น เพื่อจะดูภาพ The Last Judgement ซึ่งเป็นรูปภาพเขียนอยู่บนผนังของวิหาร ทุกคนที่ไปดู ตะลึงงันกันไปหมด ทั้งๆที่เป็นภาพอย่างที่ผมเคยบอกอาจารย์ศิลป์ไปว่า เป็นรูปปั้นลอยเคว้งคว้างๆ อะไรนั่น ผมเห็นแล้วก็นึกอยู่ว่านี่มันเป็นงานที่เกินพลังอำนาจมนุษย์ธรรมดาจะทำได้ ราฟาเอลมันดีจริง มันใหญ่จริง แต่เทียบกันไมเคิลแองเจโลแล้ว เทียบไม่ได้ ไอ้ผมไม่ฟัง ไม่เชื่ออาจารย์แต่แรก

แต่ที่เป็นอย่างนั้นไม่ใช่อะไรหรอก เราอยู่เมืองไทย อาจารย์ท่านเอาของที่เราไม่เคยพบเคยเห็นมาสอน แล้วมันเป็นเพียงภาพพิมพ์ แต่ตัวท่านเคยเห็นของจริงมาแล้ว ท่านดูมิติของภาพมาแล้ว ท่านก็พูดได้เต็มที่ แต่เราไปดูในภาพถ่าย ภาพพิมพ์ซึ่งมันแบนเท่ากันหมด เราก็เห็นผลงานของราฟาเอล สวยนุ่มนวล ยิ่งรูปมะดอนน่าก็ยิ่งสวย ก็เลยดูว่าสวยกว่าของไมเคิลแองเจโล ผมนึกว่าศึกษางานศิลปะนี่มันต้องเห็นของจริง

อาจารย์ศิลป์ กับ ลูกศิษย์ (ตอน3)


โดย ประยูร อุลุชาฎะ

ทัณฑกรรมของอาจารย์ศิลป์

ในปีที่สาม ทุกคนจะต้องปั้นรูปคนเต็มตัว เป็นงานสำคัญถือเป็นการสอบด้วย แต่ละคนเขาก็ปั้นรูปขนาดพอดี คือรูปคนหัวเท่าลูกมะขวิดกำลังดี ขึ้นโครงง่าย

แต่ตัวเราสองคนกับไพบูย์ สุวรรณ์กูฏ อวดดีจะปั้นรูปใหญ่ ไพบูลย์ดีหน่อยปั้นรูปขนาดใหญ่สองเท่าของคนอื่น ตัวข้าพเจ้าตอนนั้นไฟแรง อยากจะปั้นให้ใหญ่กว่าตัวจริง ก่อนหน้าจะปั้นสองวัน อุตสาห์เตรียมการ โดยทุบดิน เอาน้ำพรมดิน เตรียมดัดเหล็กขึ้นโครงจนสำเร็จ พวกเพื่อนๆเขาก็ไม่ว่าอะไร อยากปั้นรูปใหญ่หาเรื่องลำบากก็ช่างมัน อาจารย์แสวง สงฆ์มั่งมี ท่านไม่กล้าพูด แต่ท่านกล่าวคำอุปมาอุปมัยไว้มาก เป็นทำนองว่าควรเป็นรูปเล็กๆ จะดีกว่า ไม่เหนื่อย

แต่เราเองปักใจเสียแล้ว ดินก็เตรียมการไว้แล้ว ไม่เอาเปรียบใคร พอเริ่มลงมือปั้นก็ผูกลวด ใส่ครอสพอกดิน แต่ละคนก็เหน็ดเหนื่อย ไม่มีใครสนใจใคร อาจารย์แสวงผู้สอนปั้น แม้ท่านจะเตือนแล้ว แต่เราไม่ยอมฟังท่าน ท่านก็ปรานีกับเรา ก็ช่วยมาให้คำแนะนำเหมือนคนอื่นๆท่านไม่ถือในความดื้อรั้นของเรา

งานชิ้นนี้ทำความเหนื่อยยากให้มาก เคยท้อแท้อยากจะยุบแล้วขึ้นรูปใหม่เป็นรูปเล็กๆตามเพื่อน แต่ทิฐิมานะเราค่อนข้างแรง ก็ทนทำต่อไป ปั้นไปได้สองอาทิตย์แล้ว อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ท่านเข้ามาตรวจงาน ท่านไปช่วยแก้งานของคนอื่นหมด แต่ท่านไม่เข้ามาตรวจดูงานของเราเลย อาจจะเป็นเพราะขัดคำสั่งท่าน การที่เราปันรูปขนาดใหญ่ก็เพราะไม่เห็นมีคำสั่งห้ามไว้

อาจารย์ศิลป์ ท่านเข้ามาตรวจงานอีกสองสามครั้ง ก็ไม่ยอมเข้ามาดูงานที่เราปั้นอีกเลย ตอนนี้ชักกำลังใจตก ด้วยทราบว่ารูปปั้นชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในการชี้เป็นชี้ตายว่าจะเผ่านการสอบปีที่สามได้หรือไม่ เพื่อนเขาคงจะมองเห็นอนาคตของเราได้ลางๆแล้ว

วันสุดท้าย ปั้นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จนหมดเวลา ห้าโมงเย็น ทุกคนต้องออกจากห้องหมด คณะอาจารย์ประมาณ 2-3 คน พร้อมกับอาจารย์ศิลป์ก็เข้ามาตรวจงาน วันนั้นใจคอเต็นแรง เมื่อคณาจารย์ผู้ตรวจงานออกจากห้องไปในเวลา 6โมงเย็น เป็นเวลาค่ำ เพื่อนมาบอกว่างานของเราสอบผ่านได้ และได้คะแนนดีพอใช้ อาจารย์ฝรั่งให้ทุกคนที่อยากจะหล่อรูปปั้นของตนเองรีบหล่อไว้ แล้วให้รื้อดินกับเหล็กออก เพราะอีกสองวันนักศึกษาชั้นอื่นเขาจะเข้าเรียนปั้นโดยปกติ แต่มีคำสั่งไม่ให้ใครช่วยเรารื้อดิน รื้อเหล็ก เมื่อไม่ให้ใครช่วย เราก็รือคนเดียว ขนดินคนเดียว นั่นเป็นการลงโทษฐานขัดคำสั่งครูบาอาจารย์ นึกในใจว่า ครูทุกท่านยังคงปรานี ไม่เอาเราตกก็นับว่าเป็นบุญแล้ว โทษแค่นี้ก็ต้องยอมรับโดยไม่ปริปาก

นับแต่นั้นมา ท่านอาจารย์ศิลป์ท่านก็มักจะพูดกับใครต่อใครว่า นายประยูรเขาเป็นคนดื้อ เคยมีเพื่อนดูเหมือนจะเป็นไพบูลย์ เขาอุ้มลูกคนโตของเราเข้าไปหาอาจารย์ศิลป์ แล้วลูกไปหยิบไม้ปั้นของท่านไม่ยอมคืน ใครไปกะมือก็เอาหัวโขกกระดานใกล้ๆ อาจารย์ศิลป์ท่านหัวเราะ ท่านว่าเขาดื้อเหมือนพ่อ